"มิตซูบิชิ มอเตอร์ส" ประกาศเทงบลงทุน 1 พันล้านบาท เพิ่มการผลิตรถยนต์ในไทยเป็น 5.1 แสนคัน/ปี ผลักดันสู่เป้าหมายการส่งออกทะลุ 3 ล้านคันใน3ปี
นายโอซามุ มาสุโกะ ประธานบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสฉลองการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตโดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทุกรุ่นครบ 2 ล้านคัน ระบุว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ขยายการลงทุนอีก1,000 ล้านบาทเพื่อขยายการผลิตรถยนต์ในไทยให้ได้ 5.1แสนคัน ในปี 2013 และจากการขยายการส่งออกรถยนต์นั่ง "มิราจ" ทำให้สัดสวนการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ไทยจะถูกำหนดให้เป็นประเทศสำคัญ ภายใต้ยุทธศาสตร์สากลของบรัษัท ซึ่งใน 3-4 ปีข้างหน้ามิตซูบิชิ จะบรรลุยอดการส่งออกสะสม จากฐานผลิตไทยครบ 3 ล้านคัน
ดังนั้น เพื่อให้ฐานผลิตในไทยมีศักยภาพสูงขึ้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจจะเสริมความแข็งแกร่งของหน่วยงานวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย (R&D) โดยการถ่ายโอนงานด้านวิจัยและพัฒนาบางส่วน จากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น มายังมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยมีแผนงานจะเพิ่มจำนวนวิศวกรทั้งไทยและญี่ปุ่นในสังกัดฝ่าย R&D จากปัจจุบัน 40 คนให้เป็น 120 คนในเวลา 2 ปี และรวมถึงการเพิ่มเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ และสนามทดสอบรถยนต์
อาร์แอนด์ดีที่ประเทศไทยต้องสามารถทำภารกิจหลัก 3 ประการ ประการแรก มุ่งพัฒนาคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างรวดเร็ว ประการที่สอง เพิ่มบทบาทให้ศูนย์วิจัยแห่งนี้สามารถพัฒนารุ่นไมเนอร์เชนจ์ ได้เอง และประการที่สาม เพื่อค้นคว้าข้อมูลแนวโน้มการตลาดและเทคโนโลยี ในตลาดกลุ่มอาเซียน รองรับเออีซี
นายมาสุโกะ กล่าวต่อถึงผลกระทบจากการปรับค่าแรงของไทยว่า การปรับค่าแรงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อบริษัทแต่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม จำนวนแรงงานของภาคอุตสาหกรรไทยเกี่ยวข้องกับคนหลายสิบล้านคนที่เป็นแรงงานในทุกภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนของโรงงานรถยนต์อาจจะแก้ไขผลกระทบในระยะยาวด้วยการยกระดับฝีมือแรงงาน และนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยมากขึ้น
ในส่วนของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และมีผลต่อการส่งออกมิตซูบิชิมองว่า บริษัทมีประสบการณ์ในเรื่องการบริหารค่าเงินเยนที่แข็งมาก ในฐานะที่มิตซูบิชิประเทศไทยส่งออกรถเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกทั้งหมด ค่าเงินแบบนี้ก็ไม่ค่อยพึงประสงค์เท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบรายสกุลเงินแล้วเทียบกับเงินเยนอาจจะสูง แต่ถ้าเทียบกับยุโรปหรือดอลล่าร์ก็ไม่แข็งขึ้นเท่าไรนัก แต่ก็ไม่อยากให้ค่าบาทแข็งขึ้นไปมากกว่านี้





