วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โตโยต้า'หวั่นค่าเงิน-ศก.โลกกระทบส่งออก

'โตโยต้า' สั่งจับตาค่าเงิน สถานการณ์ยุโรป อเมริกา หวั่นกระทบส่งออก จี้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยกระดับการผลิตแก้ปัญหาต้นทุนค่าแรงพุ่ง

นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศส่งผลให้มีภาระต้นทุนสูงขึ้น โดยโตโยต้าได้เตรียมรับมือปรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปรับลดระยะเวลาที่รถสำเร็จรูป 1 คัน จะออกจากสายการผลิต หรือ แทคไทม์ (takt time) จากก่อนหน้านี้อยู่ในระดับ 56 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในโลก แต่ล่าสุดสามารถทำได้เหลือ 55 วินาทีช่วยให้การผลิตได้ผลงานมากขึ้น ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนได้ขอร้องให้ปรับขึ้นค่าแรงที่เหมาะสม และหาวิธีการลดต้นทุน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน

“ไทยเหมือนกับญี่ปุ่นในอดีต ที่มีการปรับค่าแรง และภาคอุตสาหกรรมก็ต้องปรับตัวด้วยการพัฒนาเครื่องจักร ยกระดับการผลิต และพัฒนาบุคลากร ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้จะส่งผลกระทบบ้างช่วงแรก แต่ระยะยาวเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ และไทยจะก้าวผ่านจุดนี้ไปได้”

นายนินนาท ไชยธีระภิญโญ รองประธานกรรมการ กล่าวว่า ปัจจัยอื่นที่จะต้องจับตาดูปีนี้ คือ อัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น อาจกระทบต่อการส่งออก เรื่องนี้โตโยต้าคงไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากติดตามสถานการณ์ และปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้อง รวมถึงวางแผนงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันให้กับทั้งโตโยต้าและผู้ผลิตชิ้นส่วนทั้งหมด

นายทานาดะ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ปรับเงื่อนไขส่งเสริมลงทุนใหม่ โตโยต้ากำลังติดตามรายละเอียด ซึ่งจะประกาศออกมาอีกครั้งเดือนมี.ค.ที่จะถึงนี้ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์โดยตรงไม่มากนัก จะมีผลทางอ้อมบ้าง เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เนื่องจากในรถยนต์บางรุ่นต้องใช้ผ้าทอสำหรับทำเบาะนั่ง เป็นต้น

ขณะที่ ตลาดรถยนต์ในปี 2555 ที่ผ่านมา มียอดขายรวมทั้งสิ้น 1.43 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 6.72 แสนคัน เพิ่มขึ้น 86% รถเพื่อการพาณิชย์ (รวมรถปิกอัพ) รถปิกอัพ 1 ตัน 5.92 แสนคัน เพิ่มขึ้น 81% และหากรวมรถดัดแปลงจากพื้นฐานปิกอัพ หรือ พีพีวี ทำได้ 6.66 แสนคัน เพิ่มขึ้น 82% ในส่วนโตโยต้า ทำได้รวม 5.16 แสนคัน เพิ่มขึ้น 77% มีส่วนแบ่งการตลาด 35% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 2.24 แสนคัน เพิ่มขึ้น 62% ส่วนแบ่งตลาด 33% รถปิกอัพ 1 ตัน 2.33 แสนคัน เพิ่มขึ้น 91% ส่วนแบ่งตลาด 39% และหากรวมรถพีพีวี ทำได้ทั้งสิ้น 2.69 แสนคัน เพิ่มขึ้น 99% ส่วนแบ่งตลาด 40%

สำหรับการส่งออกปีที่ผ่านมา โตโยต้าส่งออกรถสำเร็จรูปรวม 4.05 แสนคัน เพิ่มขึ้น 61% คิดเป็นมูลค่า 1.79 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังส่งออกชิ้นส่วนมูลค่า 6.3 หมื่นล้านบาท

ภาพรวมตลาดรถยนต์ปีนี้ คาดว่า การหมดแรงกระตุ้นจากภาครัฐโครงการรถคันแรก จะทำให้ตลาดหดตัวลงเล็กน้อย ประมาณ 10% ลงมาอยู่ในระดับสูงกว่า 1.2 ล้านคันเล็กน้อย โดยเฉพาะรถยนต์นั่งที่คาดว่าจะลดลง 19% รถปิกอัพลดลง 5%

ในส่วนของโตโยต้า คาดว่าปีนี้จะมียอดขายลดลงตามตลาดรวม โดยทำได้ 5 แสนคัน ลดลง 3% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 2 แสนคัน ลดลง 11% ส่วนรถปิกอัพ ตั้งเป้า 2.5 แสนคัน เพิ่มขึ้น 7%

ทั้งนี้โตโยต้านับเป็นค่ายแรกที่ออกมาประเมินตลาดในปีนี้ลดลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ค่ายรถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฮอนด้า มาสด้า หรือว่าเชฟโรเลต ต่างมั่นใจว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น สวนกับภาพรวมตลาด ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะทำได้สูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย อยู่ที่ 4.12 แสนคัน คิดเป็นมูลค่า 1.68 แสนล้านบาท และส่งออกชิ้นส่วน 7 หมื่นล้านบาท

ด้าน นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กล่าวถึงรถวีออส ใหม่ ซึ่งได้สิทธิคืนภาษีในโครงการรถคันแรกเป็นรุ่นสุดท้าย และเกิดประเด็นโต้แย้งทางสังคมตามมาว่าโตโยต้ายืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้อง และได้รับการอนุมัติจากกรมสรรพสามิต แม้จะยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และผลิตและจำหน่ายให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้นในช่วงที่ผ่านมา โดยขณะนี้มียอดจอง 1.1 หมื่นคัน

ส่วน วีออส โฉมปัจจุบัน ยังมียอดค้างจองประมาณ 3 หมื่นคัน และคาดว่าจะส่งมอบได้หมดในช่วงเดือนมี.ค. นี้