วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส.ประกันภัยฯจ่อขยับเบี้ยประกันรถ10%

สมาคมประกันวินาศภัยไทย จ่อรื้อโครงสร้างเบี้ยประกันรถยนต์ทั้งระบบ หลังจากในตลาดมีรถยนต์รุ่นใหม่เกิดขึ้นและปรับตามสถานการณ์ แบ่งเป็น 20 กลุ่ม

การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้จากมีรถยนต์รุ่นใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งนำเข้าและผลิตในประเทศ อย่างเช่น อีโคคาร์ ได้ส่งผลต่อธุรกิจประกันวินาศภัย อีกทั้งปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้นทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สมาคมว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศ คือ บริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาศึกษาถึงการปรับโครงสร้างการคิดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ใหม่เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากปัจจุบันมีรถยนต์รุ่นใหม่ ประเภท อีโคคาร์และซิตี้คาร์ เกิดขึ้นจำนวนมาก จากเดิมโครงสร้างเบี้ยประกันจะไปผูกติดกับทุนประกันเป็นส่วนใหญ่

การปรับโครงสร้างการคิดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจประกันได้รับผลกระทบจากปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากการจ่ายชดเชยค่าสินไหมทดแทนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใน 10 เดือนแรกของปีที่แล้ว อัตราการจ่ายชดเชยเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับปี 2554

"สิ่งที่สมาคมได้ชี้แจง คือ การปรับโครงสร้างเบี้ยประกันภัยใหม่ทั้งระบบ ซึ่งอาจจะทำให้รถบางรุ่น บางประเภท อาจจะต้องปรับค่าเบี้ยขึ้น หรือ ลดลงประมาณ 5-10% ซึ่งโครงสร้างเบี้ยดังกล่าวนั้นกำลังศึกษาอยู่คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 2 ปี โดยศึกษาตั้งแต่ปีที่แล้ว”

ด้านนายพันธ์เทพ ชัยปริญญา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทดแทน บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กล่าวเช่นเดียวกันว่าการคิดอัตราเบี้ยประกันนั้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะปัจจุบันมีรถยนต์รุ่นใหม่ออกมาจำนวนมาก

บริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) จำกัด ทำการศึกษาโครงสร้างประกันภัยของไทย โดยได้จัดกลุ่มรถยนต์จาก 5 กลุ่ม เป็น 20 กลุ่ม โดยแบ่งตามอัตราความเสี่ยงภัย ความปลอดภัย ค่าสินไหม อะไหล่รถยนต์ และขนาดรถ ซึ่งในเบื้องต้นผลของการจัดโครงสร้างเบี้ยประกันรถยนต์ใหม่นั้น จะทำให้มีการปรับขึ้น หรือ ปรับลงของเบี้ยประกันระหว่าง 5-10%

คิดเบี้ยประกันภัยจากหลายปัจจัย

สำหรับการคิดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจจะแตกต่างกันไปตามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประเด็น เช่น ลักษณะการใช้งานส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์ ขนาดเครื่องยนต์ การระบุหรือไม่ระบุผู้ขับขี่ ระดับอายุผู้ขับขี่ พื้นที่การใช้งาน พื้นที่จดทะเบียน จำนวนเงินดาวน์ ทุนประกันที่ต้องการ เลือกซ่อมอู่หรือซ่อมห้าง (ศูนย์บริการ) รวมไปถึงความนิยมในรถรุ่นต่างๆ ความยากง่ายในการหาอะไหล่ และแนวทางการส่งเสริมการรขายของบริษัทประกันภัย ที่มีอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันสูงอีกด้วย

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของผู้ซื้อรถที่จะต้องศึกษาข้อมูลก่อนเลือกว่าจะใช้บริการของบริษัทประกันภัย หรือ ตัวแทนประกันภัย (โบรกเกอร์) รายใด และจะเลือกให้ความสำคัญกับส่วนใดมากกว่ากัน เช่น ทุนประกัน หรือมูลค่าความคุ้มครองรถ คุ้มครองคน หรือ อัตราการจ่ายเบี้ยรายปี

ทั้งนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" สำรวจพบว่าเบี้ยประกันของแต่ละแห่ง เช่น รถอีโค คาร์ นิสสัน อัลเมร่า กรุงเทพประกันภัย ระบุว่า หากต้องการทุนประกัน 90% เบี้ยอยู่ที่ 1.59 หมื่นบาท ทุน 80% เบี้ย 1.36 หมื่นบาท หรือรถโตโยต้า วีออส โดยโบรกเกอร์ ดีเจอินชัวร์ กำหนดทุนประกัน 13 ระดับ ตั้งแต่ 2-8 แสนบาท เบี้ยประดับจะเริ่มตั้งแต่ 4,969 บาท ไปจนถึง 1.75 หมื่นบาท

คาร์อินชัวรันซ์ กำหนดเบี้ยประกันสำหรับวีออส คือ ทุนประกัน 5.5 แสนบาท หากซ่อมห้าง เบี้ยอยู่ที่ 1.76 หมื่นบาท ซ่อมอู่ 1.59 หมื่นบาท รถใหญ่ขึ้นมาอย่าง โตโยต้า อัลติส ทุนประกัน 6.6 แสนบาท เบี้ยซ่อมห้าง 1.91 หมื่นบาท ซ่อมอู่ 1.81 หมื่นบาท

รถในกลุ่มเดียวกัน อย่างฮอนด้า ซีวิค มีทุนประกันสูงกว่าคือ 8 แสนบาท เบี้ยซ่อมห้าง 2.23 หมื่นบาท ซ่อมอู่ 2 หมื่นบาท

ขณะที่ ชัชวาลย์ อินชัวร์แลนท์ กำหนดเบี้ยประกันซ่อมศูนย์ อัลติส 2.2 หมื่นบาท วีออส 1.82 หมื่นบาท ยาริส 1.83 หมื่นบาท ซีวิค 2.49 หมื่นบาท ซิตี้ และ แจ๊ซ 2.32 หมื่นบาท แต่ทั้งนี้หากระบุชื่อผู้ขับขี่ เบี้ยจะลดลงไป 5-20% แล้วแต่เกณฑ์อายุผู้ที่ระบุลงไป

ในกลุ่มรถหรูหรา เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ็มเอสไอจี ประกันภัย กำหนดเบี้ย เช่น เครื่องยนต์ไม่เกิน 2,000 ซีซี ทุนประกัน 1.5-4.8 ล้านบาท เบี้ยประกันพิเศษอยู่ระหว่าง 3.55-6.78 หมื่นบาท หากเครื่องยนต์เกิน 2,000 ซีซี ทุนประกันเท่ากัน เบี้ยประกันอยู่ระหว่าง 3.5-6.48 หมื่นบาท

ยันไม่ขึ้นเบี้ยรถยนต์คันแรก

นายจีรพันธ์ กล่าวถึงข่าวที่ว่าสมาคมประกันวินาศภัย จะยื่นเรื่องขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พิจารณาขึ้นอัตราค่าเบี้ยประกันรถยนต์คันแรก อีก 10% เนื่องจากพบว่าอัตราความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปว่า ขณะนี้สมาคมยังไม่มีนโยบายขึ้นเบี้ยประกันรถยนต์คันแรกอีก 10% ดังนั้นจึงยังไม่มีการยื่นเอกสารข้อมูลไปให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

“สมาคมประกันวินาศภัยไทย ยืนยันว่า ยังไม่มีการปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันรถยนต์คันแรก 10% เพราะโครงการรถยนต์คันแรกยังไม่มีสถิติที่มากพอ และที่สำคัญรถยนต์คันแรกยังต้องรอส่งมอบอีกในครึ่งปีแรก”

ด้าน นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทประกันวินาศภัยที่ให้น้ำหนักกับประกันรถยนต์ ก็จะได้รับอานิสงส์จากรถยนต์คันแรก โดยดีลเลอร์ จะเป็นผู้ที่ส่งงานให้กับบริษัทประกันวินาศภัยเป็นหลัก ทำให้ประกันรถยนต์คันแรก จึงตกอยู่ใน 15 บริษัทประกันวินาศภัย เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ปะปนกันไป บริษัทประกันที่มีขนาดใหญ่ มีโอกาสขยายตลาดได้มากกว่าบริษัทขนาดเล็ก และที่สำคัญบริษัทประกันขนาดใหญ่ รับทำประกันรถยนต์คันแรกก็จริง แต่ไม่ได้เน้นปริมาณ แต่เมื่อดีลเลอร์ส่งงานมาให้ก็ต้องรับเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธการรับงานรถยนต์คันแรกได้

สำหรับอัตราเบี้ยประกันของรถยนต์คันแรก เฉลี่ยอยู่ที่ 12,000-15,000 บาท ต่อคัน เพราะขนาดเครื่องยนต์ระหว่าง 1,200-1,500 ซีซี และที่สำคัญประกันรถยนต์คันแรก กว่า 60% ดีลเลอร์จะเป็นคนแถมให้กับคนซื้อรถยนต์ ที่เหลือจะเป็นการขาย ซึ่งในครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทประกันก็ยังได้รับอานิสงส์จากรถยนต์คันแรกอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีการส่งมอบรถยนต์ในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 7 แสนคัน ครบ 1.5 ล้านคัน จากที่ได้ส่งมอบไปแล้วประมาณ 8 แสนคัน

วิริยะฯยันไม่ปรับเบี้ยรถคันแรก

ขณะที่ นายพันธ์เทพ ชัยปริญญา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสินไหมทดแทน บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้รับส่วนแบ่งการครองตลาดจากรถยนต์คันแรก 30% ซึ่งอัตราเบี้ยประกันสำหรับรถยนต์คันแรกแตกต่างกันตามราคา โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 15,000-19,000 บาท ขึ้นอยู่กับราคารถ และทุนประกันเป็นหลัก แต่โดยส่วนใหญ่รถคันแรกดีลเลอร์จะแถมให้กับลูกค้าอยู่แล้ว

บริษัท วิริยะประกันภัย ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกัน เพราะรถยนต์คันแรก มีสินไหมยังต่ำอยู่ และคนที่มีรถคันแรก จะขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง และใช้ความเร็วที่ไม่สูง แต่พอหมดประกันปีแรกไปแล้ว ก็ต้องไปดูว่าเจ้าของรถมีเงินมากพอหรือไม่ ที่จะทำประกันชั้น 1 เมื่อตัดสินใจทำประกันชั้น1 ก็จะเลือกบริษัทประกันที่บริการดี และตัวเองมีความเชื่อมั่น หากเงินในกระเป๋าไม่มากพอจะเลือกประกันชั้น 2-3 เพราะเบี้ยราคาถูก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะโครงการรถยนต์คันแรกยังไม่สิ้นสุดโครงการ เนื่องจากยังส่งมอบรถไม่หมด คาดว่าจะส่งมอบรถได้หมดภายในครึ่งแรกของปีนี้

คาดตลาดรถปี 2555 ทะลุ 1.45 ล้านคัน

สำหรับตลาดรถยนต์ไทยปี 2555 ที่ผ่านมา คาดว่าจะสามารถสรุปตัวเลขจากค่ายต่างๆ ในช่วงกลางเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารค่ายรถยนต์หลายค่ายเชื่อว่าน่าจะทำได้ในระดับ 1.45 ล้านคัน สูงกว่าการคาดการณ์ล่าสุด คือ 1.4 ล้านคัน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ล่าสุดเดือนพ.ย. 2555 มียอดขาย 1.48 แสนคัน เป็นสถิติรายเดือนสูงสุด ซึ่งนอกจากผลจากโครงการรถคันแรกแล้ว ยังเป็นผลจากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของทุกค่ายรถยนต์ทำให้สามารถส่งมอบรถยนต์ได้มากขึ้น

ส่วนเดือนธ.ค. เชื่อว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการเร่งใช้สิทธิรถยนต์คันแรกให้ทันภายในปี 2555 และการรับจองของค่ายรถยนต์จากงาน มอเตอร์เอ็กซ์โปที่มียอด 8.5 หมื่นคัน ประกอบกับยอดค้างจองสะสมอีกด้วย

ส่วนตัวเลขล่าสุดช่วงเดือนม.ค.-พ.ย. ตลาดรถยนต์มีทั้งสิ้น 1.29 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 74% ในจำนวนนี้แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 6.01 แสนคัน เพิ่มขึ้น 79% รถปิกอัพ 1 ตัน 5.36 แสนคัน เพิ่มขึ้น 73% หากรวมรถพีพีวี หรือรถที่พัฒนาขึ้นจากปิกอัพ จะมียอด 6.03 แสนคัน เพิ่มขึ้น 75%

ของบกลาง 4 หมื่นล้าน คืนเงิน 1.2 ล้านคัน

รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จากจำนวนผู้ขอใช้สิทธิคืนเงินในโครงการรถยนต์คันแรก 1.256 ล้านราย คิดเป็นเงินที่ต้องคืนจำนวน 9.1 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นจำนวนรถยนต์ที่ขายได้จากโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย รถยนต์นั่งประมาณ 7.4 แสนคัน รถกระบะประมาณ 2.9 แสนคัน และรถดับเบิลแค็บประมาณ 2.6 แสนคัน

ทั้งนี้ในจำนวนรถยนต์นั่งดังกล่าว ส่วนใหญ่หรือประมาณ 90% เป็นรถยนต์จากค่ายฮอนด้า โตโยต้า นิสสัน และมาสด้า ส่วนกระบะ และดับเบิลแค็บนั้น ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นรถยนต์จากค่ายอีซูซุ

รถล็อตแรกที่จะต้องใช้คืนแก่ผู้ขอใช้สิทธิที่ครบกำหนดการถือครองรถยนต์ 1 ปี จำนวน 4 หมื่นล้านบาท ในปี 2556 นี้ ส่งผลให้สรรพสามิต จึงต้องเตรียมเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาของบกลางประจำปีงบประมาณ 2556 จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 4 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้คืนเงินผู้ขอใช้สิทธิคืน โดยก่อนหน้านี้ สรรพสามิต ได้ทำการตั้งงบไว้แล้ว 7,000 ล้านบาท แต่จำนวนเป็นสำรองงบ เพื่อเตรียมไว้สำหรับกรณีที่มียอดขอคืนที่ครบกำหนดเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ในปี 2557 สรรพสามิต ประเมินว่า จะมียอดคืนเงินอีก 4 หมื่นล้านบาท และส่วนที่เหลือคาดว่าจะคืนได้หมดในปีงบประมาณ 2558 โดยล่าสุดกรมบัญชีกลาง แสดงตัวเลขยอดขอคืนเงินแก่ผู้ขอใช้สิทธิได้คืนไปแล้ว 4 พันล้านบาท