วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรรพสามิตเเสนอคลัง ขอ4หมื่นล้านคืนเงินรถคันแรก

สรรพสามิตเสนอคลังของบกลางปีเพิ่ม 4 หมื่นล้านบาทจากครม.ใช้คืนเงินโครงการรถยนต์คันแรก ส่วนที่เหลือจะตั้งเป็นงบประมาณชำระคืนปีถัดไป

กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาของบกลางประจำปีงบประมาณ 2556 จากที่ประชุมครม.อีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้คืนเงินผู้ขอใช้สิทธิ์คืน โครงการรถยนต์คันแรกในปี 2556 นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า เดิมกระทรวงการคลังได้ตั้งงบประมาณ เพื่อใช้คืนประมาณ 7 พันล้านบาท แต่ปรากฏว่าเมื่อมีโครงการมียอดรถยนต์คันแรกสูงมากกว่า1.25 ล้านคัน ต้องใช้เงินคืนประมาณ 9.1 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ กรมฯต้องคืนเงินแก่ผู้ขอใช้สิทธิ์ที่ครบกำหนดการถือครองรถยนต์ 1 ปี จำนวน 4 หมื่นล้านบาท

“แม้เราจะมีงบที่ตั้งไว้แล้ว 7 พันล้านบาทก็ตาม แต่เราก็ต้องเสนอของบจากงบกลางปีอีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมไว้สำหรับกรณีที่มียอดขอคืนที่ครบกำหนดเพิ่มขึ้น”นายสมชาย กล่าว

สำหรับยอดคืนเงินที่เหลือกรมสรรพสามิตประเมินว่าในปีงบประมาณ 2557 จะมียอดคืนเงินอีก 4 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือคาดจะคืนได้หมดในปีงบประมาณ 2558 ส่วนยอดที่กรมบัญชีกลางคืนเงินแก่ผู้ขอใช้สิทธิ์ล่าสุด คาดได้คืนไปแล้ว 4 พันล้านบาท

เขากล่าวด้วยว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานจากบริษัทไฟแนนซ์ถึงยอดรถยนต์ที่ได้ดำเนินการยึดมาเพราะขาดส่งชำระค่างวด สะท้อนถึงความต้องการจริงของผู้ซื้อรถยนต์ อย่างไรก็ตามทางกรมฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมกรณีที่อาจจะเกิดปัญหาเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้เงื่อนไขการคืนเงินรถคันแรก จะเป็นการทยอยจ่ายหลังจากที่ผู้ใช้สิทธิได้ครอบครองรถไปแล้ว 1 ปี หลังจากนี้ กรมฯจะเข้มงวดกับผู้ที่ใช้สิทธิรถคันแรก โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเงินคืนไปแล้วว่า ทำตามเงื่อนไข คือ ต้องถือครองรถ 5 ปีหรือไม่ หากถือครองไม่ถึงตามกำหนดที่ระบุไว้หรือเปลี่ยนมือก่อน จะดำเนินการยึดเงินคืนทันที

นอกจากนี้ ได้ชี้แจงกระบวนการยึดเงินคืนกับผู้ที่ใช้สิทธิรถคันแรกให้แก่ไฟแนนซ์ทั่วประเทศไปแล้ว หากผู้ใช้สิทธิที่ได้เงินคืนไปแล้วโดนไฟแนนซ์ยึดรถก่อนที่จะถือครองครบ 5 ปี ทางไฟแนนซ์ต้องแจ้งให้กรมฯทราบ เมื่อไฟแนนซ์นำรถที่ยึดไปขายต่อ ได้เงินเกินมูลหนี้ ก็ต้องส่งเงินส่วนเกินให้กรมฯหากยังไม่ครบเท่ากับที่กรมฯจ่ายคืนให้แก่ผู้ใช้สิทธิ ก็ต้องฟ้องร้องต่อไป

สำหรับการจัดเก็บรายได้ช่วงระยะ 3 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้ สามารถจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าหมายแล้ว 1.7 หมื่นล้านบาท หากภาวะเศรษฐกิจเติบโตไปตามเป้าหมายที่ 5% คาดว่ายอดการจัดเก็บรายได้ปีนี้ น่าจะเกินกว่าเป้าหมายทั้งนี้ในปีงบประมาณนี้กรมฯมีเป้าหมายการจัดเก็บที่ 4.12 แสนล้านบาท

“แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ปีนี้น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ส่วนหนึ่งเพราะโครงการรถยนต์คันแรก ได้ทำให้ภาษีที่จัดเก็บจากการขายรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องดีขึ้น ทั้งในส่วนของวัตถุดิบ ส่วนประกอบ แม้กระทั่งน้ำมัน แต่ในภาพรวมจะเก็บได้มากขึ้นเท่าใดนั้น อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี สำหรับภาษีที่จะจัดเก็บจากปริมาณการขายรถยนต์นั้น คาดว่า จะอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปกติที่จัดเก็บได้เฉลี่ย 1.2 แสนล้านบาทต่อปี”เขากล่าว