B AUTOHAUS เดินหน้าขยาย Ecosystem สู่ Automotive Group พร้อมเชื่อมทุก Journey ของลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ
จากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่ขยับขยายธุรกิจมาสู่การเป็นผู้นำเข้าอิสระ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็ว รวมถึงรุ่นรถ สี ความหลากหลาย และออปชันที่อาจหาได้ยากหรือใช้เวลานานสำหรับการซื้อทั่วไป ทำให้ B Autohaus เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง
"บิ๊ก" อัครวัชร คงสิริกาญจน์ และ "ไบรท์" สุธิสา คงสิริกาญจน์ สองผู้บริหาร B Autohaus Group ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงทิศทางการเติบโตของกลุ่มธุรกิจว่า จากจุดเริ่มต้นนั้นที่มีเพียง 3 ธุรกิจ ได้แก่ B Autohaus นำเข้ารถยนต์ และศูนย์บริการ B Service center รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง (B Body & Paint) วันนี้ B Autohaus Group ขยาย Ecosystem ครอบคลุม 10 ธุรกิจ ภายใต้เป้าหมายของการสร้างธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายและเชื่อมต่อกันตลอด Customer Journey
"360 Degrees of Auto Services" เชื่อมธุรกิจตลอด Customer Journey
การขยายตัวจาก 3 สู่ 10 ธุรกิจ ไม่ได้เป็นการขยายธุรกิจแบบแยกส่วน แต่ B Autohaus Group วางโครงสร้างแต่ละธุรกิจให้เชื่อมโยงกันภายใต้แนวคิด "360 Degrees of Auto Services" โดยมีฐานลูกค้าเดิมและข้อมูลความต้องการของผู้ใช้รถเป็นจุดตั้งต้น
จากธุรกิจนำเข้ารถยนต์ บริษัททยอยต่อยอดบริการที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งแต่โบรกเกอร์ประกันภัย, ธุรกิจรถเช่า Borrow Mobility, ตัวแทนจำหน่ายยางรถยนต์ และบริการตกแต่งรถยนต์แบบ Customization ผ่าน Fastlane ศูนย์บริการ B Service Center ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง B Body & Paint ไปจนถึงธุรกิจจัดหาอะไหล่ B Parts & Sourcing
ขณะที่ C-Certified เข้ามาเติม ตลาดรถยนต์พรีเมียมมือสอง รองรับลูกค้าที่ต้องการซื้อ - ขาย - เทิร์น - ฝากขาย และขายฝาก ทำให้บริษัทฯ สามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าต่อเนื่องจากรถคันเดิมไปสู่รถคันใหม่ได้
Data Base หัวใจสำคัญของการต่อยอดธุรกิจ
ข้อมูลและความเข้าใจลูกค้าเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ B Autohaus Group มองเห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจออกไปนอกเหนือจากบริการด้านรถยนต์
"ความสัมพันธ์ของเรากับลูกค้าจะต้องดูแลกันยาว ตั้งแต่การซื้อรถ และการบริการหลังการขาย ลูกค้าซื้อรถ และไปส่งรถลูกค้าที่บ้าน ทำให้ได้เก็บข้อมูลต่างๆ และนำมาพัฒนาเป็นข้อมูลเชิงลึก (insight) ที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องที่อยู่อาศัยของลูกค้า"
ข้อมูลเชิงลึก (Insight) ดังกล่าวเป็นหนึ่งในที่มาของการต่อยอดสู่ Bandan Real Estate โดยโครงการแรก คือ DAVEN ย่านพระราม 9 โครงการบ้านระดับลักชัวรีจำนวน 12 หลัง ราคา 65-130 ล้านบาท โดยการดูแลฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องทำให้ B Autohaus Group เข้าใจทั้งพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงชีวิต และนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาบริการใหม่เพื่อเติมเต็ม Ecosystem
"ดาต้าเบสเป็นสิ่งที่มีค่ามาก วันนี้เราอาจรู้จักลูกค้าที่จะซื้อบ้านดีกว่าบริษัทบ้านด้วยซ้ำไป"
นั่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการต่อยอดธุรกิจอย่างมีระบบ ซึ่งมาจากการให้ความสำคัญกับลูกค้า เรียนรู้และทำความเข้าใจความต้องการ จนกลายเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจใหม่ได้
"The Autonomy" จากโชว์รูมรถ สู่ Car & Culture Community Space
อีกหนึ่งหมุดหมายของการขยาย Ecosystem คือ "The Autonomy" การนำพื้นที่เดิมบริเวณสำนักงานใหญ่ วิภาวดี มาพัฒนาเป็น Car & Culture Community Space โดยได้มีจุดเริ่มต้นจากแผนสร้างโชว์รูม C-Certified ก่อนขยายแนวคิดไปสู่พื้นที่ที่รวมทั้งธุรกิจรถยนต์ บริการ และกิจกรรมสำหรับกลุ่มคนรักรถไว้ในแห่งเดียว
หนึ่งในจุดเด่น คือ "C-Stack" พื้นที่จัดแสดงรถยนต์แนวตั้ง รองรับรถได้ 52 คัน ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่า เป็นโชว์รูมรถยนต์แนวตั้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันพื้นที่ยังเชื่อมบริการด้านการตกแต่งและดูแลรถ พื้นที่ส่งมอบรถ คาเฟ่ 6zero Garage & Roaster ตลอดจนพื้นที่รองรับอีเวนต์และกิจกรรมของ Car Community
การพัฒนา The Autonomy จึงสะท้อนทิศทางที่ B Autohaus Group ต้องการขยับจากการให้บริการด้านรถยนต์ ไปสู่การสร้างพื้นที่ที่เชื่อม "Car Culture" เข้ากับ Lifestyle และ Community มากขึ้น
ปักเป้ารายได้ปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท
อัครวัชร ระบุว่า สำหรับปี 2569 B Autohaus Group ตั้งเป้ารายได้รวมไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท โดยการเติบโตจะมาจากหลายธุรกิจ ทั้ง B Autohaus, C-Certified, B Service Center, B Body & Paint และ Borrow Mobility
ในจำนวนนี้ C-Certified เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น หลังทำสัดส่วนรายได้ทะยานขึ้นสูงถึง 30% ของรายได้บริษัทฯ และมีแผนจะขยายธุรกิจรถยนต์ Certified Car เพิ่มเติม ขณะที่ทางศูนย์บริการ B Service Center ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง B Body & Paint มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการและขยายเครือข่าย ส่วน Borrow Mobility เข้ามารองรับความต้องการใช้รถในรูปแบบ Fleet และ Rent-to-Own
โครงสร้างดังกล่าวทำให้รายได้ของ B Autohaus ไม่ได้ผูกอยู่กับการจำหน่ายรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่กระจายไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานและดูแลรถ พร้อมเปิดโอกาสให้ฐานลูกค้าเดิมกลับมาใช้บริการในส่วนอื่นของ Ecosystem ได้ต่อเนื่อง
ขยับสู่ Automotive Ecosystem
ในระยะ 3-5 ปี B Autohaus Group วางทิศทางการเติบโตจากธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ สู่การเป็น "Automotive Ecosystem" โดยการขยายธุรกิจในระยะต่อไปจะมุ่งพัฒนาบริการที่ช่วยเติมเต็มข้อกังวลของลูกค้า ในแต่ละ Journey ที่ยังขาดอยู่ เพื่อให้เกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนโมเดลการเติบโตของกลุ่มที่ไม่ได้มุ่งเพิ่มจำนวน Business Unit เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการเชื่อมธุรกิจที่มีอยู่ให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่การซื้อ ใช้งาน ดูแล ไปจนถึงการเปลี่ยนรถ
จากฐาน ธุรกิจรถยนต์ ที่เริ่มต้นจากการขาย และนำเข้ารถ B Autohaus Group จึงกำลังขยายขอบเขตการแข่งขันไปสู่ธุรกิจบริการและไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยมีฐานลูกค้าและข้อมูลความต้องการเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่









