เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่ง อีวี ยุคใหม่ รุ่น 2 "Mercedes-Benz GLC EV" ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบตเตอรี 800 โวลต์ วิ่งไกล 616 กม. ออปชั่น ลูกเล่นแน่น ๆ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมเปิดตัว "The all-new electric GLC" ช่วงงานมหกรรมยานยนต์ปีนี้ แต่ว่าการส่งมอบจะเริ่มได้ช่วงเดือนมีนาคม 2570
ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องของการเตรียมการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต อีวี นำเข้า (CBU) ใหม่แต่อย่างใด เพราะ The all-new electric GLC ซึ่งจะขอเรียกสั้น ๆ ว่า GLC EV (จีแอลซี อีวี) คันนี้ เป็นรถประกอบในประเทศ (CKD) ที่โรงงาน ธนบุรีประกอบรถยนต์ สำโรง สมุทรปราการ
Mercedes-Benz GLC EV เป็นรถรุ่นแรกของแพลตฟอร์มใหม่ “MB.EA-M” หรือ Mercedes-Benz Electric Architecture - Mid-Size
พูดถึงแพลตฟอร์ม อีวี ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้น ผ่านการพัฒนาและแนวคิดมาหลายช่วง
- “EVA1” (Electric Vehicle Architecture1) เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ร่วมกับรถที่ใช้เครื่องยนต์ รถรุ่นแรกที่ทำตลาดคือ EQC ที่ใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ GLC
- "EVA1.5" มีแนวคิดการพัฒนาเหมือนกับ EVA1 ยุคนี้มีรถทำตลาด 2 รุ่น คือ EQA และ EQB ซึ่ง EQB เป็น อีวี รุ่นแรกที่นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย
- “EVA2” นี่เป็นยุคที่ 3 ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะเมอร์เซเดส-เบนซ์ แยกแพลตฟอร์มชัดเจนระหว่าง EV กับแพลตฟอร์มรถที่ยังมีเครื่องยนต์ เช่น EQS ที่เป็นเรือธงของอีวี ก็ไม่เกี่ยวข้องกับ S-Class และตามมาด้วย EQC, EQE ซึ่งก็ไม่เกี่ยวข้องกับ C-Class หรือว่า E-Class แต่อย่างใด
มาถึงยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และแพลตฟอร์มชุดนี้จะมี 4 กลุ่มหลัก
- “MMA” หรือ Mercedes-Benz Modular Architecture ซึ่งพัฒนาให้รองรับหลายพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น อีวี, เครื่องยนต์ หรือ ไฮบริด ซึ่งรถรุ่นแรกคือ CLA ที่ถือว่าเป็นรุ่นแรกของยุคนี้ด้วยเช่นกัน
ที่เหลืออีก 3 กลุ่ม จะรองรับเฉพาะอีวี คือ
- MB.EA-M ซึ่งรุ่นแรกคือ GLC EV ที่กำลังจะเปิดตัวในบ้านเรานี่แหละ และจะตามมาด้วย C-Class EV เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ อีวี ขนาดกลาง ทั้งรถยนต์และเอสยูวี
- AMG.EA รองรับการพัฒนาอีวี สมรรถนะสูง ซึ่งปัจจุบันเปิดตัวแล้วคือ Mercedes AMG GT 4 Door Coupe แต่ยังไม่ได้เปิดตัวในบ้านเรา
- VAN.EA รองรับอีวีไซส์ใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งรถเชิงพาณิชย์ หรือว่ารถสำหรับบุคคล รถเอสยูวีขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีรถทำตลาดคือ VLE
จุดน่าสนใจอีกอย่างนอกจากเป็นรุ่นแรกของแพลตฟอร์มใหม่ ก็คือ GLC EV เป็นรุ่นแรกที่ใช้ภาษาดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า Welcome Home Concept เป็นการดีไซน์แบบคิดถึงบ้านเก่าที่เติบโตมา โดยดึงเอาอารมณ์ในอดีตมาปรับใช้ให้ได้ทั้งอารมณ์เดิม และเข้ากันได้กับยุคสมัยใหม่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กระจังหน้าที่สะท้อนบุคลิกยุค 1902 ที่มีกระจังหน้าขนาดใหญ่ สีดำ และก็เพิ่มความทันสมัยเข้าไปเรียกว่าเป็น Mercedes-Benz iconic grille with illuminated panel ประกอบไปด้วยไฟ LED เรืองแสง 942 จุด พร้อมแสดงเป็นแอนิเมชันได้ รวมถึงยิงขึ้นกำแพงเป็นลูกเล่นเพิ่มเติม
และยังมีชุดแต่ง AMG Line plus และ Night Packageไฟหน้า DIGITAL LIGHT เจเนอเรชันใหม่ เทคโนโลยี Micro-LED ที่ให้ทั้งความสว่างและความคมชัดของแสงมากขึ้น ลดใช้พลังงานลงกว่า 50%
ติดตั้งไฟสูงแบบ ULTRA RANGE High Beam ร่วมกับไฟเลี้ยวตามโค้งแบบ Cornering Light
ตัวรถยังเพิ่มความพรีเมียมกับหลังคากระจก Panoramic roof ที่มีจุดเด่นกับระบบควบคุมความเข้มแสงแบบ SKY CONTROL ที่สามารถปรับระดับความโปร่งใสได้ 3 รูปแบบ
- แบบใส (Clear)
- แบบทึบแสง (Opal)
- และแบบลายเส้น (Motif)
การปรับระดับความโปรงแสง ใช้เทคโนโลยี Liquid Crystal และยังเคลือบชั้นผิวแบบพิเศษเพื่อลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด (IR) และป้องกันรังสี UV ได้ 99.9%
GLC EV มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) บริเวณฝากระโปรงหน้าความจุ 128 ลิตร โดยสามารถเปิดได้ด้วยการกดที่โลโก้ ตรงฝากระโปรงหน้าได้โดยตรง
ขณะที่พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายจุ 570 ลิตร และเมื่อพับเบาะนั่งเพิ่มเป็น 1,740 ลิตร
GLC EV เป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ All-wheel drive มอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ PSM
- กำลังสูงสุด 421 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.7 วินาที
- ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.
- ระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ (Two-speed transmission)
- อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 15-16 kWh ต่อ 100 กม.
แบตเตอรีแรงดันสูง 800 โวลต์
- ความจุ 85 kWh
- ระยะทางขับขี่สูงสุด 616 กม. (WLTP)
การชาร์จ
ชาร์จกระแสตรง (DC Charging) สูงสุด 320 kW
- ชาร์จจาก 10-80% ในเวลา 22 นาที
- ชาร์จ 10 นาที รองรับการขับขี่เพิ่ม 255 กม.
ชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charging) สูงสุด 22 kW
- ชาร์จ 0-100% ประมาณ 4 ชั่วโมง 45 นาที
ไฮไลต์สำคัญอย่างหนึ่งของ GLC EV คือ เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น หน้าจอ MBUX HYPERSCREEN ขนาด 39.1 นิ้ว ที่เป็นแบบ Seamless คือ ยาวต่อเนื่องตลอดแนวคอนโซลหน้า
ควบคุมการทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ MB.OS (Mercedes-Benz Operating System)
เทคโนโลยี AI-driven superbrain powering และระบบ MBUX Virtual Assistant เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่ใช้การประมวลผลแบบ Multi-Agent Approach ทำหน้าที่เลือกความสามารถของ Generative AI จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของไม่ว่าจะเป็น Microsoft Bing, ChatGPT 4 และ Google Gemini แบบ Vertex AI ที่มีความธรรมชาติมากขึ้น
และความร่วมมือกับ Google เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม Google Maps เพื่อเข้าถึงข้อมูลการเดินทางและสถานที่ต่างๆ และการอัปเดตซอฟต์แวร์ เชื่อมต่อกับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud ซึ่งช่วยให้สามารถอัปเดตระบบและฟังก์ชันใหม่ๆ ได้แบบ Over-the-Air (OTA)
และสำหรับการขับขี่ Off-Road มีโหมดการขับขี่ TERRAIN MODE ซึ่งจะปรับการทำงานของระบบขับเคลื่อน พวงมาลัย และเบรกให้เหมาะกับสภาพสภาพเส้นทางในช่วงเวลานั้น ติดตั้งกล้องมองภาพรอบคันแบบ 360 องศา และฟังก์ชัน Transparent Bonnet หรือการจำลองภาพใต้รถให้เห็นถึงสิ่งกีดขวาง และสภาพพื้นผิว
และไม่ได้จำลองแค่ช่วงใต้รถด้านหน้าเท่านั้น แต่ GLC EV จำลองให้เห็นตลอดทั้งคัน
ระบบ One-Box Braking System ผสานการเบรกเข้ากับระบบ Recuperation ทำให้การชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ด้านความปลอดภัย MB.DRIVE เจเนอเรชันที่ 6 ติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ MB.DRIVE ASSIST ที่รวมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เช่น
- DISTRONIC
- Blind Spot Assist Plus
- Lane Keeping Function
- Steering Assist, Brake Assist
- MB.DRIVE PARKING ASSIST 360
สำหรับราคา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ระบุว่า จะไม่เกิน 3.7 ล้านบาท





