วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

ฟิล์มกรองแสง

ช่วงราว พ.ศ.๒๕๑๙ ผมเคยเป็นพนักงานขายรถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อหนึ่ง ราคารถยนต์สมัยนั้นถ้าเทียบกับสมัยนี้ถือว่าถูกมาก เพราะรถเก๋งขนาดเล็กอย่าง โตโยต้า โคโรลล่า เคอี ๒๐ และ ดัทสัน ซันนี่ ทั้ง ๒ รุ่นนี้ราคาประมาณคันละ ๔ หมื่นบาทเท่านั้น

KEY POINTS

  • การเลือกฟิล์มกรองแสงไม่ควรตัดสินจากราคาหรือโฆษณาเป็นหลัก และการทดสอบคุณภาพด้วยโคมไฟอาจไม่ใช่ผลที่ถูกต้องเสมอไป
  • ฟิล์มกรองแสงมีอายุการใช้งานและจะเสื่อมคุณภาพลง สังเกตได้จากฟิล์มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเมื่อเจอแดดจ้า หรือเกิดริ้วคลื่นเมื่อเจอแสงไฟถนน
  • ฟิล์มบางชนิดอาจรบกวนการทำงานของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สัญญาณจากแท็กจ่ายค่าทางด่วน (Easy Pass) หรือสัญญาณโทรศัพท์มือถือ
  • ควรเลือกความเข้มของฟิล์มให้เหมาะสมกับสายตาและความสามารถในการมองเห็นของผู้ขับขี่เอง เพื่อความปลอดภัย ไม่ควรเลือกตามผู้อื่นหรือเพราะชื่อเสียงของยี่ห้อ

แต่หากเทียบกับอัตราเงินเดือนของคนจบปริญญาตรีทั่วไป รับราชการก็เดือนละพันกว่าบาท ถ้าเป็นบริษัทเอกชนรายใหญ่ๆ จบสาขาที่องค์กรต้องการ ก็อาจจะถึงสองพันกว่าบาท ก็ต้องถือว่ารถยนต์เป็นสินค้าที่ราคาแพงเอาการ

การซื้อรถยนต์สมัยนั้นเรียกได้ว่าได้มาเฉพาะตัวรถจริง ๆ เพราะกระจกมองข้างก็ต้องซื้อเพิ่ม มีให้เลือกแบบซื้อข้างเดียวฝั่งคนขับ ติดกับขอบประตูใกล้กระจกหูช้าง หรือจะซื้อแบบ ๒ ข้างติดตำแหน่งใกล้กระจกหูช้าง หรือจะซื้อแบบ ๒ ข้างแต่ติดอยู่ที่ด้านบนของกันโคลน หรือซุ้มล้อด้านบนข้างฝากระโปรงหน้า ซึ่งมีทั้งแบบกระจกด้านหลังแบนราบ กับกระจกแบบด้านหลังแหลมลู่ลม หรือจะเอาแบบมีไฟเลี้ยวติดที่ขอบกระจกด้วย ก็ขึ้นอยู่กับราคาค่างวดที่คนซื้อรถต้องจ่ายเพิ่ม

นอกเหนือจากกระจกมองข้างแล้ว คนซื้อรถยังต้องเพิ่มเงินสำหรับผ้ายางปูพื้นรถ เพิ่มเงินสำหรับติดตั้งวิทยุพร้อมเครื่องเล่นเทปคาสเซท และจ่ายเงินเพิ่มหากต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ทั้งนี้เครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชั่นยุคนั้น เป็นแอร์แบบที่เรียกกันว่าแอร์ตู้แขวน แขวนไว้ใต้แผงคอนโซลด้านหน้าคันเกียร์ และหากต้องการให้ห้องโดยสารเย็นชื่นใจ ก็จ่ายเงินเป็นค่าติดตั้งฟิล์มป้องกันแสงแดดเพิ่มไปอีก

แอร์ติดรถยนต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคที่ผมเป็นพนักงานขายรถก็คือ แอร์กีกิ, แอร์ยอร์ค และ แอร์ซันเดน ที่โฆษณาว่าเป็นระบบโรตารี่ สนนราคาค่าติดตั้งแอร์ก็อยู่ที่ประมาณสองพันกว่าบาทถึงสี่พันบาท ส่วนฟิล์มกรองแสงและกันความร้อนของรถยนต์ในยุคนั้น ยี่ห้อที่โด่งดังก็คือ ๓ เอ็ม และ มาดิโก้

ของเพิ่มเติมจากตัวรถทุกอย่างที่กล่าวมา เป็นรายได้พิเศษของพนักงานขายรถ ที่จะมีข้อตกลงกับร้านประดับยนต์ต่าง ๆ ว่ามีค่าน้ำหรือคอมมิชชั่นให้กันเท่าไหร่ ของการติดตั้งอุปกรณ์แต่ละอย่างเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งต่างจากสมัยนี้มากที่อุปกรณ์ที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงาน หรือโชว์รูมผู้จำหน่าย เป็นผู้จัดหาติดตั้งให้เป็นของแถมแก่ลูกค้า ทำให้ลูกค้าหรือผู้ซื้อรถมีโอกาสจะเลือกของพวกนี้ด้วยตนเองน้อยลง หรือไม่มีโอกาสเลือกเลยด้วยซ้ำ

ปัจจุบันนี้ฟิล์มกันความร้อน หรือที่เรียกกันติดปากว่าฟิล์มกรองแสงรถยนต์ กลายเป็นสิ่งที่รถยนต์ในประเทศไทยทุกคันต้องมี แม้แต่รถยนต์ที่ไม่ติดแอร์ (ซึ่งมีเหลือน้อยมาก ๆ ) ก็ยังต้องติดฟิล์มกรองแสง

ถึงขั้นที่มีการออกกฎหมายควบคุมการติดตั้งฟิล์มกรองแสง ทั้งในเรื่องของความเข้มทึบของฟิล์ม อันส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านทัศนวิสัยการขับขี่ รวมไปถึงปัญหาด้านอาชญากรรม และในเรื่องของพื้นที่การติดตั้งฟิล์มกรองแสงที่กระจกบังลมหน้า ซึ่งทั้งหมดแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายหรือกฎกระทรวงมาแล้วก็ตาม

แต่ก็อยู่ในขั้นที่การบังคับใช้กฎหมายล้มเหลว เพราะหากมีการจับกุม ผู้ที่จะถูกจับกุมหรือลงโทษตามกฎหมาย ก็จะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้ครอบครองรถ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องตลกร้ายสิ้นดี เพราะถ้าจะเอาจริงเอาจังกัน ทำไมไม่ไปควบคุมผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายฟิล์ม ซึ่งควบคุมง่ายกว่ามากมายหลายเท่า

วันนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องกฎหมาย แต่จะพูดถึงหลักการในการเลือกติดตั้งฟิล์ม ประการแรกก็คือราคาไม่ใช่ตัวกำหนดว่าฟิล์มแพง จะมีคุณสมบัติดีกว่าฟิล์มราคาถูก ฟิล์มที่เห็นทางโฆษณามากกว่า ไม่เสมอไปที่จะดีกว่าฟิล์มที่ไม่ทำโฆษณา และการทดสอบคุณภาพฟิล์มด้วยการใช้โคมไฟแบบต่าง ๆ ไม่ใช่ผลการทดสอบคุณสมบัติของฟิล์มที่ถูกต้องเสมอไป

ฟิล์มเป็นวัสดุที่มีอายุการใช้งาน การติดฟิล์มจึงไม่ใช่สิ่งที่รับประกันว่า จะได้คุณภาพหรือคุณสมบัติเสมอต้นเสมอปลาย เหมือนครั้งที่เพิ่งเริ่มติดตั้ง ทั้งในแง่ของการป้องกันความร้อน การป้องกันแสงยูวี และทัศนวิสัยการมองเห็น

เมื่อเห็นว่าฟิล์มที่ติดตั้งในรถยนต์ เริ่มเปลี่ยนสีเมื่อมองจากภายใน โดยเฉพาะในสภาพที่แสงแผดจ้าต่างกัน เช่น เมื่อมองออกมาจากในรถขณะที่แดดจ้า แล้วเห็นว่าฟิล์มมีสีออกเป็นสีม่วงเล็กน้อย นั่นแสดงว่าฟิล์มเสื่อมคุณภาพแล้ว

หรือเมื่อขับรถผ่านไฟส่องถนนที่เป็นสีเหลือง แล้วพบว่ามีแสงเป็นริ้วเกิดที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของกระจกที่ติดฟิล์ม หรือบางครั้งพบว่าเป็นริ้วคลื่นบริเวณกึ่งกลางกระจก ถ้าริ้วคลื่นนั้นไม่เคยพบมาก่อน แสดงว่าฟิล์มเริ่มเสื่อมสภาพ แต่ถ้าเป็นฟิล์มที่เพิ่งติดมาใหม่ แล้วเกิดริ้วคลื่นดังกล่าว แสดงว่าฟิล์มนั้นมีปฏิกริยาด้านลบ ต่อแสงของไฟส่องถนนที่เป็นสีเหลือง หรืออาจจะเกิดจากมุมหรือองศาของกระจกบังลมหน้า ที่หักเหจากแสงที่มาตกกระทบ ซึ่งหากเป็นเช่นที่ว่า ก็ต้องหาทางเปลี่ยนฟิล์มใหม่ เพื่อป้องกันการหักเหของแสงที่หลอกสายตา

มีฟิล์มบางชนิดที่ทำให้สัญญาณบางประเภทไม่สามารถผ่านได้ เช่น สัญญาณจากการอ่านแท็กหรือเครื่องมือจ่ายเงิน ของทางพิเศษหลาย ๆ เส้นทาง หากมีการติดตั้งแท็กเอาไว้ด้านหลังของฟิล์มบางประเภท ก็จะไม่สามารถอ่านสัญญาณได้ ทำให้ต้องไปกรีดฟิล์มตรงพื้นที่ดังกล่าว หรืออาจจะต้องใช้วิธีการเอาแท็กยื่นออกมานอกกระจกหน้าต่าง ฟิล์มประเภทนี้อาจจะทำให้การรับคลื่นสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีขีดความสามารถลดลงได้ด้วยเช่นกัน

การติดฟิล์มที่มืดเกินไปก็ยังเป็นอุปสรรค สำหรับการขับขี่ที่ปลอดภัย จึงควรเลือกฟิล์มให้เหมาะสมกับขีดความสามารถ หรือสมรรถนะการมองเห็นของสายตาเราเอง 

อย่าไปเชื่อหรืออย่าไปติดตั้งฟิล์มตามคนอื่น อย่าไปติดตั้งฟิล์มเพราะชื่อคุ้นหู อย่าไปติดตั้งฟิล์มเพราะเชื่อโฆษณา เพราะอาจจะดีสำหรับคนอื่น แต่ไม่เหมาะสมกับเราก็เป็นได้ครับ