ถึงพี่จะสูงวัย แต่...ไม่สายที่จะ Start Up!

ถึงพี่จะสูงวัย แต่...ไม่สายที่จะ Start Up!

 

หากใครเคยได้ยินข่าวของคุณยาย มาซาโกะ วากามิยะ ชาวญี่ปุ่นวัย 84 ปี ที่ลุกขึ้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาแอพลิเคชันเกมชื่อ Hinadanเกมที่เธอได้แรงบันดาลใจจากการที่พบว่าไม่มีเกมดีๆ สำหรับผู้สูงอายุจึงคิดพัฒนาขึ้นเองเมื่อตอนที่อายุเธอก้าวพ้นเลข 80 มาหมาดๆว่ากันว่าแอพลิเคชันของเธอมียอดดาวน์โหลดไปแล้วเกิน5 หมื่นครั้ง 

หรือเคยได้ยินหลายกระแสข่าวผู้สูงอายุที่เริ่มผันตัวมาเป็นทั้งเจ้าของธุรกิจหรือสตาร์ทอัพในช่วงย่างสู่บั้นปลายชีวิตก็จงอย่าแปลกใจ เพราะนี่อาจกำลังเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่อีกซีกโลกอย่างในอเมริกาและตะวันตกเองก็เริ่มได้เห็นเถ้าแก่ ส.ว.4.0 มากขึ้น

ใครจะรู้ว่า เมื่อถึงวันที่โลกก้าวเข้าสู่ Aging Society สมบูรณ์แบบทัศนคติของสังคมที่มีต่อผู้สูงวัยอาจต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

จากที่มองว่าผู้สูงวัยคือ“ภาระ” อาจกลับกลายเป็น Active Aging ที่ลุกมาสร้างเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มหาศาลในอนาคตก็เป็นได้...

ส่องสูงวัยไทย – ญี่ปุ่น พลังใหม่ในโลกยุคดิจิทัล

เรื่องราวและแนวคิดดังกล่าวกำลังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้งานเสวนา“สังคมสูงวัยไทย – ญี่ปุ่น : สูงวัยอย่างมีพลังในโลกยุคดิจิทัล (Digital and Active Ageing in Japan and Thailand )เกิดขึ้น 

งานนี้จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนกรสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย สมาคมญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย และ SASAKAWA PEACE FOUNDATIONที่มาร่วมตั้งเวทีถกถึงแนวทางเชิงนโยบายปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ ต่อมาตราการในการเตรียมพร้อมรับมือ สังคมสูงวัยในไทย  โดยมีกรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนและร่วมสร้างพลังบวกเครือข่ายผู้สูงอายุทั้งไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ในภาควิชาการ ภาคสื่อและนักสร้างสรรค์

ผู้ที่ฉายภาพของสังคมสูงวัยญี่ปุ่นแบบเจาะลึกคือดร.คิอิชิโร่  โออิซูมิผู้อำนวยการของสมาคมเอเชียศึกษา และสมาคมไทยศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่นกล่าวถึง “ความเหมือนและความต่างของนโยบายและมาตราการต่างๆในการเตรียมพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยในญี่ปุ่นและไทย”ว่า ขณะนี้ ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือญี่ปุนต่างก็เข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งญี่ปุ่นเองล่วงหน้าประเทศไทยไปก่อนหลายปี แต่พบว่าทั้งสองประเทศมีแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ค่านิยมการแต่งงานที่เปลี่ยนไป ดร.คิอิชิโร่ยังเผยข้อมูลน่าสนใจว่า ผู้ชายญี่ปุ่นรุ่นใหม่ถึง 60% ตอบว่าสามารถมีแฟนเป็น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ค่านิยมดังกล่าวทำให้อัตราการเด็กเกิดน้อยได้ ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้นโดยญี่ปุ่นอายุขัยเฉลี่ยราว 80 ปี คนไทยราว 70 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยนิยามให้ผู้สูงอายุต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทำให้มีสัดส่วนผู้สูงอายุเร็วขึ้น ดังนั้น จึงอยากให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นสูงวัยที่มีความกระปรี้กระเปร่า(Active Ageing) ส่วนประชากรหนุ่มสาวคนไทยเองมองว่ายังมีเวลาเตรียมตัว

สำหรับการเตรียมการรองรับหรือแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยนั้นดร.คิอิชิโร่ยอมรับว่าญี่ปุ่นเองก็กำลังประสบปัญหาเช่นกัน แต่อยากให้นำบางส่วนปรับใช้ เช่นตัวอย่างในภาคประชาสังคมมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นการให้บริการดูแลผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชัน อำนวยความสะดวกในการส่งผู้ดูแลอยู่เป็นเพื่อน ซื้อของ เป็นต้น

ด้าน Mr. YojiroKoshiผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท TalentEXจำกัด  เล่าถึงการหางานของผู้สูงวัยในญี่ปุ่น ผ่านเสวนาหัวข้อ “บทบาทคนรุ่นใหม่ในการสร้างนวัตกรรมทางสังคมและธุรกิจ เพื่อผู้สูงวัยในโลกยุคติจิตัล” ว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุหางานผ่านเว็บไซต์หางานออนไลน์มากขึ้น เพราะผู้สูงอายุในญี่ปุ่นนิยมใช้งานสมาร์ทโฟนค่อนข้างสูง ซึ่งจะได้รับการจ้างงานจริงจังจากบริษัทห้างร้านหลายแห่ง และผู้สูงวัยญี่ปุ่นจะไม่ได้ถูกจำกัดแต่การทำงานเฉพาะด้าน Healthcare หากแต่ยังสามารถทำงานด้านอื่นๆ ได้หลากหลาย แม้แต่การเป็นสตาร์ทอัพ โดยได้ยกตัวอย่างคุณยายมาซาโกะ App Developer ชื่อดัง และคุณยายชาวญี่ปุ่นอีกรายวัย 85 ปี ที่เป็นสตาร์ทอัพธุรกิจรองเท้าเกี๊ยะ ซึ่งเธอต้องการขยายธุรกิจทำรองเท้าเกี๊ยะญี่ปุ่นสู่ตลาดใหม่ๆ จึงร่วมงานกันระหว่างเธอกับคนรุ่นใหม่ในรูปแบบ Co-working space  ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี

Never too Old to Start Up!

หันกลับมามองหนึ่งในว่าที่ Start Up สูงวัยแบบไทย ภัทราวดี  มีชูธน ผู้ก่อตั้ง และประธานคณะกรรมการบริหาร โรงเรียนภัทราวดี หัวหิน อีกหนึ่งต้นแบบสูงวัยที่มีพลังในโลกยุคดิจิตัลได้มาแชร์แนวคิดเชิงบวกที่ช่วยเติมเต็มพลังชีวิตหลังวัย 60 ว่า สำหรับตนเองมองชีวิตสูงวัยเป็นช่วงชีวิต Start Upที่กำลังก้าวข้ามเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว 

“ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ เวลาใครถามอายุเท่าไหร่ก็จะบอก 71 อย่างภูมิใจ แต่วันนี้ดิฉันยังสามารถหัดเล่นสเก็ตบอร์ด ยังปีนรั้วไปสอนเด็กเร่ร่อนในสวนสาธารณะ ก็ยังทำงานกับเด็กๆ ข้างถนนเละเด็กๆ ไฮโซดิฉันยังทำงานหลายอย่าง เพราะคิดว่าสิ่งที่ได้รับมาแต่เด็กมหาศาลมาก เราจึงต้องแชร์สิ่งที่เรามีให้คนอื่น โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ทุกวันนี้เวลาพบเด็กเร่ร่อนอยู่ตรงไหน เราไปหาเขาเอาสเก็ตบอร์ดไปแจก พาครูไปหาไปสอนเขา”

ครูเล็กเอ่ยว่าทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ Start Up ของตัวเอง ที่นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และแก้ปัญหาอย่างไรที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความสุข

“ดิฉันเป็นคนใฝ่รู้ตั้งแต่เด็กจะทำให้เราไม่ตกยุค ไม่เชยดิฉันมาเรียนคอมพิวเตอร์ตอนอายุ 30 กว่าอาศัยไปยืนดูๆ เขา เปิดเครื่องแม็คมาโปรแกรมแรกที่ใช้คือโฟโต้ช็อป

อยากฝากสำหรับคนที่อยู่ในกรอบหรือชนบมาก่อน เริ่มจากเราต้องรู้ตัวเองว่าเราเชี่ยวชาญอะไรหรือด้านไหน อาจเล่าเรื่องเก่าๆ หรือสอนวิชาทำการบ้าน ทำอาหาร อย่ามองเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มองแต่เรื่องต้องยิ่งใหญ่

ส่วนความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุไทยอย่าง พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) กับความสงสัยว่าความฝันที่ประเทศไทยเราจะมีสตาร์ทอัพสูงวัยแบบญี่ปุ่นบ้าง จะเป็นไปได้หรือไม่? 

พญ.ลัดดา จึงให้มุมมองน่าสนใจว่า หากมองภาพใหญ่ของประเทศ ทุกวันนี้ไทยยังมีแต่ผู้สูงวัยที่ยังเป็นผู้รับบริการ ยังไม่อาจพบคนที่เป็นเจ้าของกิจการหรือสตาร์ทอัพได้ 

“เพราะการจะเป็นสตาร์ทอัพ อันดับหนึ่งต้องมีเงินทุน แต่คนไทยหนึ่งในสามยากจน ที่เหลือไม่ได้ร่ำรวยมากถ้ามีคงต้องมีคุณสมบัติเหมือนอย่างครูเล็ก ภัทราวดีนี่แหละมีทั้งฐานะการเงิน สอง มีทักษะความสามารถที่จะเป็นสตาร์ทอัพ มีความรู้ และใฝ่เรียนรู้ แต่ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ไม่มีทั้งสองอย่างที่สำคัญต้องมีแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า

แต่หากมองวันนี้ผู้สูงอายุไทยบางคนยังโลว์เทคโนโลยี และยังตกเป็นเหยื่อของการถูกล่อลวง เพราะผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถม 4 หรือประถม 7 

ที่สำคัญเราต้องยอมรับว่าการศึกษาบ้านเราไม่ได้ถูกสอนให้คนรู้คิด ใคร่ครวญและพิจารณาแบบญี่ปุ่น จึงตกเป็นเหยื่อง่าย แต่ถ้าอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูงขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ เราควรค้นหาคนกลุ่มนี้ให้ได้เพื่อจะเป็นไอดอล หรือแบบอย่าง  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

เปลี่ยนปรับทัศนคติสังคม

ด้านประสานอิงคนันท์เจ้าของรายการ“ลุยไม่รู้โรยสูงวัยดี๊ดีและ The Senior รุ่นใหญ่หัวใจไร้ขีดจำกัด” รายการที่สนับสนุนผู้สูงวัยให้มีใจ Activeและลุกขึ้นมาทำให้สิ่งที่อยากทำโดยไม่ง้ออายุเอ่ยว่า 

“ที่จริงมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ยังแอคทีฟ และยังทำงาน สิ่งที่ผู้สุงอายุคือมีวิชามีองค์ความรู้ การที่ทำรายการทำให้รู้ว่าหลายอย่างผู้สูงอายุไม่ได้เป็นแบบที่เราคิด ผมยกตัวอย่างยายหิน จังหวัดตรัง ลุกขึ้นมาเตะตะกร้อกับลูกหลานทุกเย็น และผู้สูงวัยอีกหลายคนที่ผมเคยไปทำรายการ บุคคลเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุด้วยกัน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนทุกวัย หรือลูกหลานเองกได้มองเห็นว่าทำอย่างไรให้พ่อแม่เขาเป็นแบบนี้บ้าง

แต่เรื่องที่อยากทำมากคือเรื่องทัศนคติที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเฉพาะผู้สูงวัย แต่เป็นคนอื่นในสังคมเพราะเรามองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะวันหนึ่งข้างหน้าเราบอกว่าต้องเก็บภาษีคนมากขึ้น หากเราไม่ทำความเข้าใจหรือสื่อสารกันทัศนคติก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นเราไม่อยากให้สังคมมองผู้สูงอายุด้วยมุมมองว่าต้องสงสาร แต่มองว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมสังคมที่ต้องแชร์กัน”

อีกหนึ่งพลังที่พยายามเดินหน้าส่งพลังผู้สูงวัยไทยให้ลุกขึ้นเป็น Active Aging ต่อเนื่อง อย่างภรณี  ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่าในปี 2564ไทยจะมีประชากรสูงอายุถึง 1 ใน 5และในปี 2574 จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด อย่างไรก็ตาม พบว่าประชากรไทยก่อนวัยสูงอายุกว่าร้อยละ 40 ยังคงไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้ 

“ที่ผ่านมา สสส.พยายามสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์สังคมสูงอายุของประเทศไทยที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสังคม เช่น อัตราการเกิดที่น้อย ส่งผลถึงวัยแรงงานที่จะขาดแคลนในอนาคต การแบกรับภาระการดูแลครอบครัวของคนรุ่นใหม่ แม้ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จะรวมกันเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงอายุอย่างต่อเนื่องแต่บทเรียนในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบเพื่อรองรับสังคมสูงอายุในมิติต่าง ๆ ของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีก็เป็นประเด็นน่าสนใจ มีการออกแบบนวัตกรรมที่ใช้ในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เช่น ธนาคารเวลา ศูนย์สวัสดิการสังคม โดยเฉพาะธนาคารเวลาที่ สสส.ได้ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) ดำเนินการในพื้นที่นำร่องของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่นำร่อง 42 พื้นที่ใน 28 จังหวัด เหล่านี้เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เป็นประโยชน์สามารถประยุกต์ใช้ตามบริบทของสังคมไทย”ภรณีกล่าวทิ้งท้าย