Meta ว่าจ้าง ‘คนใกล้ชิดทรัมป์’ คุมเมกะโปรเจกต์ดาต้าเซ็นเตอร์

Meta เดินเกม AI เต็มสูบ ดึง ‘ดินา พาวเวลล์ แม็คคอร์มิก’ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์และอดีตผู้บริหารโกลด์แมน แซคส์ เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง ดูแลเมกะโปรเจกต์ดาต้าเซ็นเตอร์และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Meta บริษัทเจ้าของโซเชียลมีเดีย Facebook ได้ประกาศแต่งตั้ง “ดินา พาวเวลล์ แม็คคอร์มิก” อดีตที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเป็นอดีตผู้บริหารของโกลด์แมน แซคส์ ให้เข้ารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้
หน้าที่หลักของเธอคือ ดูแลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ของ Meta รวมถึงกำกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนผลักดันบริษัทไปสู่เป้าหมายที่เรียกว่า “ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์” (AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ในหลายด้าน)
ทั้งนี้ ดินา พาวเวลล์ แม็คคอร์มิก จะรายงานตรงต่อ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta
สำหรับ “พาวเวลล์ แม็คคอร์มิก” เธอมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับ “ฝ่ายบริหารของทรัมป์” โดยเธอเคยดำรงตำแหน่งรองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติในสมัยการดำรงตำแหน่งวาระแรกของทรัมป์ และยังเคยทำงานในรัฐบาลของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช มาก่อนด้วย
ขณะที่เดฟ แม็คคอร์มิก สามีของเธอ เป็น “สมาชิกวุฒิสภา” จากพรรครีพับลิกัน รัฐเพนซิลเวเนีย
ทรัมป์ได้โพสต์แสดงความยินดีกับพาวเวลล์ แม็คคอร์มิก เมื่อวันจันทร์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่า
“เธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและมีความสามารถอย่างมาก และเคยรับใช้รัฐบาลทรัมป์ด้วยความเข้มแข็งและโดดเด่น”
ทั้งนี้ พาวเวลล์ แม็คคอร์มิก มีประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในแวดวงการเงิน รวมถึงการทำงานที่โกลด์แมน แซคส์เป็นเวลา 16 ปี ซึ่งเธอเคยเป็นผู้ดูแลธุรกิจวาณิชธนกิจด้านการลงทุนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติในระดับโลก
ก่อนหน้านี้ เธอดำรงตำแหน่งประธานและหัวหน้าฝ่ายบริการลูกค้าทั่วโลกของบริษัทการลงทุน BDT & MSD Partners ล่าสุด และกำลังจะลาออกจากบริษัทดังกล่าวเพื่อเข้าร่วมงานกับ Meta อย่างไรก็ตาม ตามการเปิดเผยของเกร็ก เล็มคอว์ ซีอีโอร่วมของ BDT & MSD Partners ระบุว่า เธอจะยังคงดำรงตำแหน่งในคณะที่ปรึกษาของบริษัทต่อไป
ที่ผ่านมา Meta ลงทุนเชิงรุกอย่างหนักในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ขณะที่บริษัทมุ่งเดินหน้าสู่เป้าหมาย “ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์” ซึ่งหมายถึงระบบ AI ที่สามารถทำงานได้เหนือกว่ามนุษย์ในหลายด้าน ปัจจุบันบริษัทกำลังก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดระดับกิกะวัตต์หลายแห่งทั่วประเทศ รวมถึงโครงการในพื้นที่ชนบทของรัฐลุยเซียนา
Meta ระบุว่า มีแผนขยายดาต้าเซ็นเตอร์ในลุยเซียนาให้มีกำลังการผลิตถึง 5 กิกะวัตต์ โดย ซักเคอร์เบิร์กเคยอธิบายว่า โครงสร้างดังกล่าวมีขนาดเกือบเทียบเท่าเกาะแมนฮัตตัน และในเดือนนี้ Meta ยังประกาศความร่วมมือกับบริษัทพลังงาน เพื่อก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ซื้อพลังงานนิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุดของโลกในภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Meta ทุ่มงบอย่างหนักด้าน AI บริษัทกำลังพยายามลดต้นทุนในส่วนอื่น โดยมีแผนจะปรับลดพนักงานราว 10% ในหน่วยงาน Reality Labs ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์โดยรวมในการโยกงบประมาณออกจากผลิตภัณฑ์โลกเสมือนจริง (VR) บางส่วน เพื่อไปลงทุนในอุปกรณ์สวมใส่ด้าน AI มากขึ้นแทน
อ้างอิง: bloomberg







