7 พรรคดีเบต ชูนโยบายปฏิรูปการศึกษา

15 มีนาคม 2562
2,143

ดีเบตเวทีไทยพีบีเอส "7 พรรค" โชว์วิสัยทัศน์ใครพร้อมเป็น "รมว.ศธ." ขณะที่โพลชี้อยากให้รัฐบาล เพิ่มโทษคอร์รัปชั่น - ลดหนี้

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.62 เวลา 16.30 น. ที่ Convention Hall ชั้น 2 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถ.วิภาวดีรังสิต ไทยพีบีเอส ร่วมกับภาคีเครือข่าย เชิญตัวแทน 7 พรรค ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ (ดีเบต) ในนโยบายด้านต่างๆ ที่จะเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยรูปแบบการจัดดีเบตนั้น ให้ภาคประชาชน ได้ตั้งถามเกี่ยวกับนโยบายแต่ละด้าน อาทิ การศึกษา , การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น และการจัดรัฐสวัสดิการ ซึ่งให้ผู้แทนแต่ละพรรคมีเวลาตอบคำถามคนละ 2 นาที โดยให้มีนักวิชาการ 3 คน ประกอบด้วย นายสมเกียรติ์ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) , ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาธาสวัสดิ์ นักวิชาการเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และ ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมตั้งคำถามสด จากพรรคการเมืองด้วย

ซึ่งคำถามแรกเรื่องการศึกษาว่า หากได้จังตั้งรัฐบาลใครจะเป็น รมว.ศึกษาธิการ และใน 100 วันแรกจะเลือกแก้ปัญหาใดก่อน และมีกลไกใหม่อะไรที่จะนำมาพัฒนาครูทั้งใน-นอกระบบ เพื่อตอบโจทย์ในอนาคตได้ โดยจากการจับสลากลำดับตอบ นายวราวุธ ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ตอบเป็นคนแรกระบุว่า ตนจะขอเข้ามาเป็น รมว.ศึกษาธิการเอง เพราะตนเป็นนักการเมืองที่แก่ที่สุดในรุ่นใหม่ และก็เป็นนักการเมืองที่เด็กที่สุดในรุ่นใหญ่ เป็นคน 2 น้ำ ดังนั้นตนก็จะรู้ความต้องการของคนรุ่นใหม่และก็จะเข้าใจถึงข้อจำกัดของระบบราชการ โดยในช่วงของ 100 วันแรกนั้น ตนก็จะทำให้กระทรวงการศึกษามีความต่อเนื่องในการทำงาน พร้อมเสนอให้ตั้งสภาพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ให้อยู่เหนือกระทรวงศึกษา โดยสภาแห่งนี้ก็จะประกอบไปด้วยครูอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองรวมทั้งผู้ประกอบการ ขณะที่การจัดพัฒนาครูนั้นก็จะต้องช่วยลดภาระครู ซึ่งตนเชื่อว่าการสร้างสภาพัฒนาการศึกษาแห่งชาตินี้ จะแก้ปัญหาแก้ปัญหาทั้งครูนักเรียนผู้ปกครองและได้เรียนในสิ่งที่ใช่ นักเรียนได้ใช้ในสิ่งที่เรียน

ขณะที่ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ จากพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ระบุว่า ส่วนของใครจะมาเป็นรัฐมนตรีนั้นก็คงจะต้องรอให้มีการเลือกตั้งเสียก่อน ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้คือการทำให้เด็กไทยได้เข้าสู่ระบบการศึกษาดังนั้นบังคับก็มีนโยบายที่จะสร้างสภาพแวดล้อม การศึกษาคือจะต้องมีการปรับหลักสูตรในลักษณะหลักสูตรออนไลน์เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้เลือกที่จะเรียน มากกว่าที่จะถูกบังคับให้เรียน และก็จัดให้มีศูนย์การเรียนรู้ตามอำเภอต่างๆ และเน้นทำให้เด็กไทยสามารถที่จะพูดได้ 2 ภาษาเพื่อจะส่งเสริม เรื่องของการลงทุนการท่องเที่ยว

ด้านนายเกียรติ สิทธีอมร จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า ในอดีตคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยได้นั่งเป็น รมว.ศึกษาธิการ ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คงต้องรอให้เราได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลเสียก่อนจึงจะบอกได้ว่าใครที่จะมาเป็นรมวศึกษาธิการ ส่วนการแก้ปัญหานั้น ก็จะแก้ปัญหาในเรื่องของการลดภาระของครู ในลักษณะของนโยบายการคืนครูให้นักเรียนโดยจะพัฒนาครูให้มีความเก่ง มีความสามารถยิ่งขึ้นด้วยการอบรมวิชาการด้านใหม่ๆ ซึ่งเราก็จะต้องพัฒนาครูให้ทั้งเก่งและดี รวมทั้งช่วยครูลดภาระในการปรับโครงสร้างหนี้ให้ครู

นายนพดล ปัทมะ จากพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็ระบุว่าส่วนตัวก็พร้อมที่จะอาสาพรรคมาเป็นรมว.ศึกษาธิการ เอง เพราะตนเป็นคนร่างนโยบายการศึกษาของพรรค และพื้นฐานตนก็เป็นเพียงเด็กบ้านนอกที่มีโอกาสได้รับการศึกษาในต่างประเทศ จึงเข้าใจในระบบการศึกษาอยู่ และนโยบายที่จะทำทันทีก็คือสร้างโอกาสให้คนได้เรียนฟรีเป็นเวลา 15 ปี เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเข้ามาสู่ในระบบการศึกษาได้มากขึ้น และการยกระดับศูนย์เด็กเล็กให้เป็นศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะ ทั้งให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาออนไลน์ด้วย เพราะคิดว่าจะลดเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนออนไลน์มากขึ้น และการปรับหลักสูตรจากการท่องจำไม่เป็น หลักสูตรสำหรับศตวรรษที่ 21 คิด-วิเคราะเพื่อสร้างสรรค์ รวมทั้งการปรับลดเรื่องเบี้ยปรับของหนี้ กยศ.ด้วย ขณะที่เรื่องของภาษาเราก็จะให้เด็กได้รับการศึกษาทั้งในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน

ขณะที่นายภราดร ปนิศนานัยทกุล จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า ใครจะมาเป็น รมว.ศึกษาธิการนั้น ตนคิดว่าจะเป็นใครก็ได้ แต่มีเงื่อนไขข้อเดียวคือ รัฐมนตรีนั้นจะต้องอยู่เหนือการเมือง จะต้องไม่ใช่เด็กโควต้าของพรรคการเมือง เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรี นโยบายก็จะถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ส่วน 100 วันแรกในการแก้ปัญหา ที่พรรค ภท. จะทำทันที คือการสร้างความเท่าเทียมกันในการศึกษาระหว่างชนบทกับในเมือง สร้างระบบการเรียนออนไลน์ แบบ Sharing University ให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้ ภายใต้นโยบาย ให้นักเรียนได้ไปเรียนเพื่อเป็นคนดี เรียนฟรีออนไลน์เพื่อเป็นคนเก่ง

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ จากพรรคเศรษฐกิจใหม่ กล่าวว่า ถ้าพรรคตนได้มีโอกาสร่วมรัฐบาลและถ้าเลือกได้ ก็อยากเลือกเป็นรัฐมนตรี 2 กระทรวง คือ คลัง และศึกษาธิการ ส่วนการแก้ปัญหานั้นก็ต้องแก้ในเรื่องของข้อจำกัดงบประมาณก่อน และในเรื่องของการวัดคุณภาพนั้นก็อยากจะให้ดูจากผลการศึกษาของเด็ก เช่นเวลาที่เด็กเข้าไปสอบแข่งขันในสถานบันการศึกษาใดแล้วแพ้ นั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการสอนที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างรวดเร็ว

สุดท้าย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว่า สำหรับคำถามที่ว่าใครจะมาเป็นรมวศึกษาธิการนั้น พรรค อนค. ก็ตกลงกันแล้วว่าจะเป็น ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ซึ่งเป็นนักวิชาการอิสระด้านการศึกษาเคยเป็นครูและยังเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งเรารอมานานแล้วไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่จะให้มี รมว.ศึกษาธิการที่เคยเป็นครูมาก่อน ส่วนการเข้าไปแก้ปัญหานั้นสิ่งแรกที่จะเข้าไปทำก็คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้กับ ครูที่จะทำหน้าที่ของตนเอง และลงไปฟังปัญหาของครูรุ่นใหม่ที่จะปลดล็อคได้ทันทีโดยที่ยังไม่ต้องใช้งบประมาณ ต่อไปก็คือการยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็น ขณะที่กลไกในการพัฒนาครูนั้นเราจะมีโครงการที่เรียกว่า Master teacher คือเป็นครูพี่เลี้ยง ครูสอนดี ครูสอนเก่ง ที่ต้องมีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ซึ่งจะแตกต่างจากวิทยฐานะที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบันโดยจะลดชั่วโมงการสอนในห้องเรียนและเพิ่มชั่วโมงการฝึกอบรมทักษะให้กับครูรุ่นใหม่หรือครูที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดห่างไกลได้มีวิธีการสอนที่ดีสำหรับนักเรียนต่อไปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในเรื่องของคุณภาพการศึกษาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อมาถึงคำถามเรื่องของการเมือง ในหัวข้อการกระจายอำนาจนั้น ก็ปรากฏว่าผู้แทนพรรคการเมืองทั้งหมดก็ได้แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ ปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ควรจะต้องดำเนินการ ขณะที่หลายพรรคก็กล่าวถึงการปรับสัดส่วนจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นจากที่ปัจจุบันได้รับจัดสรร 29% ก็ให้ เพิ่มขึ้นได้ถึง 35% ตามความต้องการของท้องถิ่นที่จะนำไปพัฒนาด้วย ส่วนจะประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ แต่ละพรรค ก็มีความเห็นแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด

ซึ่งนอกจากการดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ ในเรื่องของการแก้ปัญหาสำคัญอย่างการศึกษาการกระจายอำนาจแล้วในระหว่างการดีเบตยังได้เปิดให้ประชาชนที่ได้รับชม ร่วมกันแสดงความคิดเห็น ทำเป็นโพลสะท้อนด้วย เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ปัญหาใดต้องการให้แก้มากที่สุด ซึ่งผลโพลตั้งแต่เริ่มการดีเบต จนถึงช่วงเวลา 18.00 น. ปรากฎว่า อันดับที่ 1 ประชาชนต้องการให้มีการเพิ่มโทษคอรัปชั่น อันดับที่ 2 การลดหนี้ ให้มีกิน อันดับที่ 3 การสร้างท้องถิ่นให้เข้มแข็ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน
แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง