ศึก 3 เหล่าทัพ 400 ล้าน !

22 มีนาคม 2556 | โดย นันทขว้าง สิรสุนทร
7,838

วิเคราะห์การประชันของหนัง 3 เรื่อง คู่กรรม พ่อมากพระโขนง และ G.I. Joe 2 ใครจะอยู่ใครจะไป

ไม่ใช่สงครามลูกหนัง 'แมนยู-แมนซิฯ-เชลซี' และมิใช่ศึกเลือกตั้ง 'พงศพัศ-สุขุมพันธ์-เสรีพิศุทธิ์' ยังอาจเข้มกว่าการตลาดเครื่องดื่ม 'โค้ก-เอส-เป๊ปซี่' เมื่อช้าง 3 ตัว พี่มากพระโขนง, คู่กรรม และ G.I.Joe 2 ประกาศชนกันในโรงหนังในเวลาเดียวกันใกล้กัน อันผิด 'ธรรมเนียมหนังใหญ่' และใครจะบาดเจ็บจากสนามนี้ ?

ก่อนหน้านี้ 2 สัปดาห์ ถ้าไปเปิดเว็บต่างๆ ที่ “รับแทง” ทีเล่นทีจริงว่า คู่กรรม กับ พี่มากพระโขนง ใครจะชนะเรื่องรายได้ คำตอบเกือบ 100 % เทไปที่ “เรื่องแรก” ไหนจะ ณเดชน์ คูกิมิยะ ไหนจะเป็นสินค้าของโรงหนังเมเจอร์


แต่ระยะหลังๆ กระแสเริ่มเปลี่ยน บางคนคิดว่าอาจมีแซงทางโค้ง เพราะไหนจะคำพูดฮิตติดปากพี่มาร์ค ไหนจะเพลงประกอบดังไม่หยุดหย่อน และไหนจะทรงผมที่แห่ตัด


“หรือว่า G.I.Joe 2 จะคว้าไปกิน” อลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว บรรณาธิการ Filmax และ กิ่งแก้ว เภตรา นักจัดรายการหนังทาง 99 FM ตั้งข้อสังเกตเล่นๆ


ต่างคนต่างมั่นใจว่าหนังตัวเองจะเข้าวิน และต่างคนต่างค่ายก็เชื่อว่า หนังใหญ่ 3 เรื่องจะไม่ทำร้ายกันและกัน แต่มันจะเป็นเช่นนั้นหรือ ? แม้ “จุดประกาย” จะเอาใจช่วยให้อุตสาหกรรมหนังบ้านเรากลับมาคึกคัก ทว่า นี่คือห้วงยามที่น่าสนใจ ฝ่ายหนึ่งมีโรง ฝ่ายหนึ่งมีดีที่การตลาด อีกฝ่ายหนึ่ง หน้าหนังเป็นแฟรนไชส์แข็งแรง


ใครจะเป็นอย่างไร ในศึกช้างชนช้างที่ว่ากันว่า มีเงินอยู่ 400 ล้านบาท ! อยู่ในกระเป๋าของหนัง 3 เรื่อง "จุดประกาย" เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้อง มามองจุดแข็งของตัวเองและฝ่ายตรงข้าม


0 0 0 0 0


“ผมคิดว่าความแข็งแรงของ GI JOE 3D: RETALIATION จะอยู่ตรงที่การเป็นภาคต่อของหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมาก่อนในบ้านเรา Awareness ของ Franchise นี้มีอยู่สูงมาก” ปัญญทัต พรหมสุภา ผู้บริหารค่าย UIP ให้สัมภาษณ์แก่ “จุดประกาย”


“โอกาสในการทำรายได้มากขึ้นมากๆ ก็เป็นไปได้สูง หนังชัดเจนมากในกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็ดีสำหรับเราในการวางแผนสื่อ ยิ่งไปกว่านั้น การได้ผู้กำกับจาก Step Up มาเปลี่ยนทิศทางของหนังให้จริงจังมากขึ้น กับ Story line ที่แข็งแรงขึ้นมาก กับการ Design ฉาก Action ที่สมจริงและการวางทางของดนตรีประกอบเท่ๆ ทำให้หนังมีความน่าสนใจและมีสไตล์ต่างไปจากภาคแรกมาก นอกเหนือไปจากความ Spectacular โดยนัยยะของการเป็นหนัง Blockbuster จากงานสร้าง และดาราระดับ A-List ที่มาเล่น”


เขาบอกว่า พาราเมาท์ต้องการทำให้ G.I. Joe เป็นหนัง Franchise ที่ทรงคุณค่าต่อจาก Transformers ทำให้ทุกฝ่ายเต็มที่กับ GI Joe ทั้งงานด้านภาพที่สุดยอด และการทำงานหนักเพื่อให้ Franchise นี้มีหนทางเดินต่อไปได้อีก


“สำหรับพี่มากพระโขนง และ คู่กรรม ส่วนตัวแล้วบอกได้เลยว่า เป็นหนังไทยที่ผมอยากดูมากที่สุดในรอบหลายๆ ปี และน่าจะเป็นใบเบิกทางที่ดีมากๆ ในการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงของหนังไทยเรา ผมมองว่าจุดแข็งมากๆ ของพี่มากพระโขนงมาจากตัวผู้กำกับที่เป็นคนกำหนดทิศทางของหนัง (ทั้งบท, การแสดง, Casting, Production Design ฯลฯ ) คือ คุณโต้ง บรรจง ที่ผมคิดว่าเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจคนดูหนังยุคนี้อย่างลึก ซึ่งทำให้การวางจังหวะของหนัง การวางมุข หรือ แก๊กต่างๆ น่าจะโดนใจคนดู ซึ่งผมว่าสำคัญมาก ๆ กับหนังที่คนดูรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว แน่นอนว่าผลงานเก่าๆ ของเขาแหละเป็นเครื่องพิสูจน์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความแข็งแกร่งของทีมการตลาดของ GTH ทำให้มี Innovation ในการทำ Viral Campaign ซึ่งก็เวิร์คมาตลอดไม่นับ Post release campaign ที่เข้มแข็งมากๆ การตีความใหม่ของหนังในลักษณะนี้ ทำให้หนังมีแรงดึงดูดคนดูในกลุ่มที่กว้างขึ้น”


พี่มากฯ มีการตลาดที่ดี และคู่แข่งอย่าง “คู่กรรม” ?


“ผมว่าความแข็งแรงมาจากเสน่ห์ของบทประพันธ์ และนักแสดงนำอย่าง ณเดช รวมกับแนวทางของหนังที่เป็นลายเซ็นของผู้กำกับอย่างคุณเรียว ทำให้คนดูมั่นใจกับการตีความใหม่ของของบทประพันธ์อันเป็นที่รักครั้งนี้ ว่าจะต้องต่างไปจากสิ่งที่คุ้นเคยซึ่งเป็นความยากและท้าทายของผู้กำกับและทีมงาน แต่ถึงตอนนี้จากตัวอย่าง และเพลงประกอบ Japanese Version ที่เผยแพร่ออกมา ผมว่าคนดูมั่นใจแล้วว่าจะได้พบอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม นอกจากนั้นสิ่งที่หนังคู่กรรมทุกเรื่องทำได้ดีและครั้งนี้ก็ทำได้ดีเช่นกัน คือความ Spectacular ของฉากหลังที่เป็นพีเรียด และฉากสงคราม และส่วนตัวผมคิดว่ามุมมองในเรื่องต่อต้านสงครามจะชัดเจนขึ้นในเวอร์ชั่นนี้ ถ้าเป็นจริง นี่แหละคือความแตกต่างที่ส่วนตัวแล้วผมอยากเห็นมากๆ”


แม้วงนอก สื่อบางค่าย “จะเคย” มองว่า พี่มากฯ จะตกเป็นรองสินค้าใหญ่พรีเมียมจากค่ายเมเจอร์ฯ แต่ถึงตอนนี้ ไม่ใช่แฟน GTH ไม่เชื่อ ตัวของ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ผู้บริหาร ก็ไม่เชื่อว่าพี่มากฯ จะมาผิดทาง


“ก่อนจะไปมองเรื่องจุดแข็งจุดด้อยของหนัง 3 เรื่องนี้ ผมอยากจะบอกอะไรอย่างหนึ่งก่อน ผมว่านี่จะเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของวงการหนังบ้านเรา ที่หนังใหญ่ 3 เรื่องมาฉายชนกันติดกัน ทีนี้ถามว่ามันดีอย่างไร อย่างหนึ่งก็คือ เมื่อหนังมันต้อง challenge กันเอง มันทำให้เกิดความคึกคักและทำให้บรรยากาศของการดูหนังมันกลับมา เพราะพูดกันจริงๆ เท่าที่ผ่านมาจากต้นปีจนถึงตอนนี้ มันเงียบเหงา หนังที่ทำเงินจริงๆ แทบมีเลย”


เจ้าของฉายา “จอมยุทธ์ทางการตลาด” ที่ช่ำชองที่สุดคนหนึ่งของวงการหนัง อธิบายแก่ “จุดประกาย” ว่า เขาไม่ได้มองว่า “เรื่องไหน” จะฆ่า “เรื่องไหน” ในภาวะแบบนี้


“พูดตรงๆ ผมมองว่าหนัง 3 เรื่องนี้ได้เงินหมด แต่..แต่ว่าใน 3 เรื่องนี้ได้เงินที่เท่าไหร่ ไม่รู้ ผมคิดว่าทั้ง 3 เรื่องนี้จะได้เงินในหลักร้อยล้านหมด เพียงแต่บอกไม่ได้ว่า มันจะไปร้อยที่เท่าไหร่ ซึ่งตรงนั้นเป็นเรื่องของรายละเอียดแต่ละเรื่อง และเป็นเรื่องยากที่จะตอบว่า ถ้าหนังพี่มากฯ เข้าก่อนหรือหลังจะดีกว่ากัน หรือหนังคู่กรรม GI.Joe เข้าวีคก่อนหรือหลังจะดีกว่า คำถามนี้ตอบยาก


วิสูตรพูดถึง “จุดแข็ง” ของพี่มากฯ เขาหัวเราะอารมณ์ดี ทั้งยังบอกว่า ตอนที่ผู้กำกับมาบอกว่าเขาว่าจะทำพี่มาก พระโขนง เขาชอบมาก


“โปรเจคท์นี้ผมต้องใช้คำว่า 'ทองฝังเพชร' เลยนะ เพราะไอเดียเขามาเป็นแพ็คเกจ ใครจะคิดว่าเอาคนกลางคนกองมาผสมอยู่ในหนังแบบนี้ได้ คือถ้าผู้กำกับบอกว่าจะทำแม่นาคฯ ผมก็ว่ามันคงดี แต่ไม่ถึงบอกว่า wow ! ทีนี้ถามว่าจุดแข็งเราคืออะไร ผมคิดว่าอย่างแรกคืออารมณ์หนังรักบวกกับหนังตลก และจากหนังตัวอย่าง คนก็รู้ว่าเราเอาพี่มากมาเผา นี่เป็นอำกัน สิ่งที่เราไม่ทำแน่ๆ คือ เอาแม่นาคมาปู้ยี่ปู้ยำ เราไม่ทำอะไรแบบนั้น นี่คือหนังที่บิดไปหาพี่มาก ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน”


อดีตบอสใหญ่ของค่ายไทฯ ในอดีต เล่าว่า มันมีปรากฏการณ์หรือกระแสบางอย่างที่ส่งผลดีต่อตัวหนัง


“ตอนนี้ลูกเด็กเล็กแดงเอาคำว่า “พี่มาร์ค”(สำเนียงพูดในหนัง) ไม่ใช่พี่มาก มาล้อเลียนกัน ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก อย่างที่สองคุณคงจะสังเกตเห็นได้ว่า มีคนทำงาน มีวัยรุ่น หันมาตัดผมทรงพี่มาก การเกิดรายละเอียดอะไรเหล่านี้ จากประสบการณ์การทำหนังหรือยุ่งเกี่ยวกับหนังมา 30 ปีของผม ผมว่าเรามาถูกทาง”


จากจุดแข็งของหนังตัวเอง GTH ชวนเขาไปมอง วิจารณ์ต่อจุดแข็งของหนังอย่าง “คู่กรรม” และ G.I.Joe 2 บ้าง


“ผมแย้งต่างจากที่หลายคนบอกว่า หนังคู่กรรมในการทำเป็นภาพยนตร์ไม่ได้ตังค์นะ ผมยืนยันว่าหนังคู่กรรมได้เงินทุกภาคนะ ถามว่าจุดแข็งของหนังคืออะไร ผมคิดว่าเป็น ณเดชน์ ผมคิดว่านี่เป็นไพ่เด็ดของหนัง แต่ไพ่เด็ดใบนี้ มันไม่สามารถบอกได้ว่า มันจะพารายได้หนังไปจบที่ตรงไหน หมายความว่า หนังคงจะได้เงินร้อยล้านขึ้น แต่ไปจบที่ร้อยเท่าไหร่นั้น ไม่รู้จริงๆ เพราะไพ่ 1 ใบ มันมีหลายหน้า ข้าวหลาม ดอกจิก โพธิ์ดำ เปิดไพ่มาไม่รู้เป็นหน้าอะไร”


สำหรับ G.I.Joe 2 วิสูตรก็ฟันธงว่า ร้อยล้านขึ้นอีกเช่นกัน


“ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของหนังเทศที่ผมอิจฉาก็คือ royalty ของคนดูที่มีต่อหนังของพวกเขา มันสูงกว่าหนังไทยมาก ฉะนั้น เมื่อหนังฟอร์มแบบนี้ มันจึงไม่น่าเป็นห่วง หรือถ้าพูดไปไกลกว่านั้น ตลาดหนังเทศที่เหลือถัดจากนี้ไป ไม่น่าห่วงเลย สิ่งที่ห่วงและน่าเอาใจช่วยกว่าคือ ตลาดหนังไทย และผมหวังว่าการท้าทายกันในเวลาเดียวกันของหนัง 3 เรื่องที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ มันจะนำไปสู่ความคึกคักทำให้ตลาดดีขึ้น และนำเอาบรรยากาศการดูหนังตามโรงกลับมาอีกครั้ง”


กระแสความเห็นที่แตกต่างของแฟนๆ และคนดูหนัง อาจเป็นเรื่องยากเพราะถูกทับซ้อนด้วยมิติทางการตลาดและกลยุทธหลายชั้น เรียว กิตติกร เลียวศิริกุล ผู้กำกับหนัง “คู่กรรม” มองอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวว่า นี่อาจเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่หนังชนกัน แต่ได้เงินเหมือนกัน แต่ถ้าให้ฟันธง เขาออกตัวว่า ดูไม่ออก


“ถ้าเปรียบเทียบไป ผมว่า 'คู่กรรม' กับ 'พี่มากพระโขนง' สูสีดูไม่ออกแบบ พงศพัศ กับ หม่อมสุขุมพันธ์ ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯนะ หมายถึงว่าถ้าจากเวลานี้ บอกไม่ได้ว่าใครจะชนะ แต่ถ้าจะค่อยๆ ภาพรวมทีละจุดมันก็อาจจะมองได้ทีละอย่างดังนี้ เอา 'คู่กรรม' ก่อน ผมว่าหนังเรื่องนี้คือใครๆ มองว่าจุดแข็งคือ ณเดชน์ คูกิมิยะ เล่น แต่ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของหนัง เพราะว่าจุดแข็งที่สุดของคู่กรรมคือมันเป็นหนังรัก ในเอเชียหลายๆ ประเทศ สถิติมันบอกชัดเจนว่า พวกหนังบ็อกซ์ออฟฟิศนั้น เป็นหนังรักมากกว่าแนวอื่นๆ ผมเลยคิดว่า นี่คือจุดที่แข็งที่สุดของหนัง"


จบจากคำพูดนี้ 'จุดประกาย' โยนคำถามว่า ไม่ใช่เพราะเป็นหนังของเมเจอร์ฯ ซึ่งสามารถจัดรอบและจำนวนโรงได้ตามใจชอบหรือ ?


“ผมว่ามันเป็นแต้มต่อส่วนหนึ่งเท่านั้นนะ เพราะถ้าหนังไม่ดีพอ ไม่ว่าเรื่องอะไรมันก็ไปลำบาก พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าถ้าคู่กรรมมีโรงฉายเยอะอะไรจะชนะเรื่องอื่นๆ เพราะว่าถ้าเรามองพี่มากฯ หรือ G.I.Joe 2 เขาก็มีจุดแข็งจุดขายของเขา ยกตัวอย่างเช่น พี่มากฯ อย่าลืมว่านี่คือหนังของ GTH ซึ่งคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์เขาเก่ง เครือข่ายอะไรของเขาจะเยอะ กว้างมาก และการใช้ Viral Marketing ของค่ายนี้ก็เก่ง หนังของ GTH มีการตลาดที่ดี เพียงแต่ถ้าจะมีอะไร น่าจับตา มันก็คือหนังของเขาจะมาถูกทางหรือเปล่า ?


สำหรับ G.I.Joe 2 ซึ่งเป็นหนังฟอร์มใหญ่มากนั้น กิติกร มองว่าค่อนข้างสบายตัว แม้ว่าจะไม่ได้ยืนยันว่าได้เงินมากๆ
“มันเป็นหนังตาม format คือเป็นหนัง 3D หนังแนวนั้น ซึ่งก็มีแฟนมีคนดูของเขา อีกอย่างหนึ่งมันเป็นหนังที่มีความร่วมสมัย โอกาสที่จะได้คนดูก็มีมาก แต่เมื่อมาฉายไล่ๆ กันแบบ ผมว่าอาจจะมีน้ำลายเหนียวคอนะ คงสู้กันสนุก GI.Joe อาจจะไม่ได้ลอยตัวก็ได้ แต่ถ้าให้บอกว่า 3 เรื่องนี้ใครจะได้แชมป์ บอกตรงๆ ว่าไม่รู้ มันเหมือนอารมณ์พงศพัศกับหม่อมสุขุมพันธ์ คือดูยากสูสีแน่นอน”


ถามว่า หากจะมีอะไรพลิกล็อคไปที่ทำให้คู่กรรมหรือพี่มากฯ ไม่ได้เงิน สิ่งนั้นน่าจะเป็นอะไร


”อาจจะเป็นเรื่องค่าตั๋ว ที่คนดูรู้สึกว่าแพง ตั๋ว 200 บาท อาจจะทำให้คนดูคิด จริงๆ รสนิยมของคนดูบ้านเราเดายาก แต่ผมว่าน่าจะปลอดภัยทั้ง 3 เรื่อง”


ช้าง 3 ตัวชนกัน พอฝุ่นจาง ถอนทัพ มันจะเป็นอย่างไร ?


ปัณณทัต แห่ง UIP สรุปปิดท้ายด้วยการอ้างอิงสถิติที่ผ่านมา อย่างน่าสนใจว่า


"หาก Transformers 3 ทำรายได้ 100 ล้านบาทใน 4 วัน และ 300 กว่าล้านในที่สุด ถ้ามองทฤษฏีนี้ แล้วจะมีเหตุผลอะไร ที่หนังคุณภาพทั้งสามเรื่องบวกกับความตั้งใจและการทำงานหนักของค่ายหนัง จะไม่ทำให้หนังทั้งสามเรื่องผ่านหลักร้อยล้านไปได้”

  • 1/2
  • 2/2
แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง