วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

แพ้ศึกในบ้าน ไม่ถอยเวทีโลก! ทรัมป์จ่อเร่งเกมนโยบายต่างประเทศ

นโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวาระที่ 2 แตกต่างไปจากแนวปฏิบัติที่สหรัฐเคยทำมา และตอนนี้พรรคเดโมแครตคุมสภาคองเกรสได้และจะงัดข้อกับเขาด้วยการเมืองภายใน ทรัมป์น่าจะใช้นโยบายต่างประเทศเชิงรุกและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น

KEY POINTS

  • หลังพ่ายแพ้ทางการเมืองในประเทศและพรรคเดโมแครตคุมสภาคองเกรส คาดว่าทรัมป์จะหันมาเร่งผลักดันนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวและคาดเดายากยิ่งขึ้น
  • ทรัมป์อาจใช้อำนาจประธานาธิบดีด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างกว้างขวาง เพื่อดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น การโจมตีอิหร่านรอบใหม่ การเผชิญหน้ากับยุโรป และการกลับมาใช้มาตรการภาษี
  • การหันไปเน้นนโยบายต่างประเทศเป็นกลยุทธ์ที่ประธานาธิบดีสหรัฐ มักใช้เมื่อสูญเสียการควบคุมสภา เนื่องจากมีอำนาจในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าการเมืองภายใน

นโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวาระที่ 2 แตกต่างไปจากแนวปฏิบัติที่สหรัฐเคยทำมา และตอนนี้พรรคเดโมแครตคุมสภาคองเกรสได้และจะงัดข้อกับเขาด้วยการเมืองภายใน ทรัมป์น่าจะใช้นโยบายต่างประเทศเชิงรุกและคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น

เว็บไซต์บลูมเบิร์กคาดว่า ตอนนี้ผู้นำอย่างทรัมป์ที่เคยโค่นประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาและเริ่มสงครามกับอิหร่าน น่าจะใช้ประโยชน์จากอำนาจอันกว้างขวางด้านความมั่นคงแห่งชาติ เช่น อาจโจมตีอิหร่านรอบใหม่  เผชิญหน้ากับยุโรปอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นในประเด็นยูเครน และเป็นไปได้ที่จะใช้ทหารเข้าแทรกแซงในคิวบา

ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ชะลอการประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรรอบใหม่เอาไว้ แต่หลังจากนี้เขาอาจหันกลับมาใช้มาตรการดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อสร้างมรดกทางการเมืองให้แก่ตนเอง และผลักดันนโยบายที่อาจทำให้ประธานาธิบดีคนต่อไปยกเลิกได้ยาก

ในอดีตประธานาธิบดีสหรัฐมักหันไปให้ความสำคัญกับกิจการระหว่างประเทศมากขึ้นในช่วงปลายวาระการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากตามธรรมเนียมทางการเมืองพรรคที่ครองทำเนียบขาวมักสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรสหลังการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ประธานาธิบดียังมีอำนาจอย่างกว้างขวางตามกฎหมายในการทำสงครามและข้อตกลงระหว่างประเทศ ขณะที่สภาคองเกรสมีข้อจำกัดในการยับยั้งการดำเนินการเหล่านี้ ประธานาธิบดีหลายคน ไม่ว่าจะเป็นบารัก โอบามา, จอร์จ ดับเบิลยู  บุช และตัวทรัมป์เอง ต่างเคยใช้ช่วงเวลาท้าย ๆ ของการบริหารประเทศผลักดันนโยบายต่างประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในมาตรการที่ส่งผลกระทบสำคัญที่สุดตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของพวกเขา

 

“แนวโน้มนี้มักกระตุ้นให้ประธานาธิบดีใช้เวลาเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น เพื่อดำเนินนโยบายต่างประเทศใหญ่ขึ้นริเริ่มโครงการหรือมาตรการที่เข้มข้นและยากกว่าเดิม” ริชาร์ด ฟงแตน อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐผู้เคยให้คำปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศแก่จอห์น แมคเคน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งปี 2008 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Center for a New American Security กล่าว

ด้านทำเนียบขาวยังไม่ได้ความเห็นกับบลูมเบิร์ก

สัญญาณบ่งชี้เบื้องต้นคือทรัมป์ไม่มีเจตนารามือแต่อย่างใดไม่ว่าใครชนะเลือกตั้ง และเขาน่าจะเร่งมือขึ้นอีกมากก่อนอำนาจในสภาคองเกรสจะเปลี่ยนมือในเดือน ม.ค. ในวันเลือกตั้งเขากล่าวว่า มีแผนลดความช่วยเหลือประจำปีแก่อิสราเอลลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ของสหรัฐ

การเจรจาเรื่องชะตากรรมของยูเครนจะมีขึ้นในสองสัปดาห์ข้างหน้าด้วย

ตามที่วางแผนไว้จะเป็นการประชุมสามฝ่ายอย่างที่ไม่เคยมามาก่อนทั้งทรัมป์ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน

“ทรัมป์น่าจะผลักดันข้อตกลงสันติภาพ ไม่ละทิ้งไป หลังการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ เขาต้องการชัยชนะและการยุติสงครามได้ในท้ายที่สุดจะเป็นตำนานความสำเร็จครั้งสำคัญของเขา” เจซี ลินต์เซนิช นักวิจัยอาวุโสรับเชิญจาก German Marshall Fund และอดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสมาชิกวุฒิสภา ธอม ทิลลิส กล่าวกับบลูมเบิร์ก

สงครามโอมาน อิหร่าน สหรัฐ อิสราเอล

ที่ผ่านมา ทรัมป์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่เลิกสนใจอิหร่าน

เมื่อฟ็อกซ์นิวส์ ถามว่า สหรัฐกำลังวางแผนโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมอีกหรือไม่

“ผมไม่อยากบอกคุณเรื่องนั้น แต่ถ้าอิหร่านไม่ประพฤติตัวให้เหมาะสม ผมก็จะจัดการ” ทรัมป์ตอบ

สำหรับทรัมป์ นั่นถือเป็นความย้อนแย้งอย่างยิ่ง เพราะนโยบายต่างประเทศของเขา โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่าน ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรครีพับลิกันแพ้เลือกตั้ง

การโจมตีอิหร่านส่งผลให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น ปัญหาค่าครองชีพกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 ความขัดแย้งกับอิหร่านยังทำให้คำมั่นสัญญาที่ทรัมป์เคยให้ไว้ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ต้องสั่นคลอนในเวลานั้นเขาเคยประกาศว่าจะไม่เริ่มต้นสงครามใหม่ และแม้ทรัมป์เคยกล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.พ.จะสิ้นสุดลงภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่ท้ายที่สุดสงครามกลับยืดเยื้อต่อเนื่องมาจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อไม่กี่วันก่อนกองทัพสหรัฐยังคงเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน

“เขารู้ดีว่าเขาจำเป็นต้องจัดการกับอิหร่านให้เสร็จสิ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เช่นเดียวกับที่ต้องจัดการกับเวเนซุเอลาให้เสร็จสิ้นในทางใดทางหนึ่ง เขามีโอกาสอย่างมหาศาลที่จะสร้างชื่อของตัวเองไว้ในหน้าประวัติศาสตร์นโยบายต่างประเทศ” มาร์ก เพนน์นักสำรวจความคิดเห็นทางการเมือง กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ Fox News หลังจากผลการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจน

สำหรับพรรคเดโมแครตมีช่องทางสำคัญหลายช่องทางที่พรรคสามารถนำมาใช้จำกัดอำนาจของประธานาธิบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านอำนาจของสภาคองเกรสในการควบคุมและจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลกลาง

ในช่วงครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2โอบามา เคยลงนามในข้อตกลงกำหนดข้อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐกับคิวบาให้กลับมาเป็นปกติ ส่วนบุช ที่ต้องพ่ายแพ้เลือกตั้งกลางเทอมอย่างหนักในปี 2006 แต่กลับส่งกำลังทหารเพิ่มเติมประมาณ 20,000 นายเข้าไปในอิรัก

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ว.ฟลอริดา กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ผลเลือกตั้งกลางเทอม “จะไม่มีอิทธิพลหรือเปลี่ยนแปลงทิศทางความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดี” แพ้ศึกในบ้าน ไม่ถอยเวทีโลก! ทรัมป์จ่อเร่งเกมนโยบายต่างประเทศ

"สุดท้ายแล้วอำนาจบริหารเป็นฝ่ายตัดสินใจนโยบายต่างประเทศ  นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้สมัยที่ยังอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ และก็เป็นสิ่งที่ผมรู้ในตอนนี้” รูบิโอกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศ G20 เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่เมืองแอตแลนตา

ไม่เพียงเท่านั้น คองเกรสยังสามารถใช้งบประมาณกลาโหมดับฝันประธานาธิบดีได้ แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันเองก็เริ่มแสดงความไม่พอใจต่อคำของบประมาณกลาโหมของรัฐบาลทรัมป์ สำหรับปีงบประมาณ 2027 ที่มีวงเงินสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ปัจจุบัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐดำเนินงานภายใต้มาตรการงบประมาณชั่วคราวที่จะหมดอายุในวันที่ 11 ธ.ค. และมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้เพียงพอสำหรับสองภารกิจสำคัญ ได้แก่ การกลับมาเปิดฉากสงครามกับอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบได้อีกครั้ง รวมถึงการจัดซื้อและเติมคลังแสง ทั้งกระสุนและยุทโธปกรณ์ที่ถูกใช้ไปในปฏิบัติการทางทหารให้กลับมาอยู่ในระดับที่เพียงพอ

ทั้งสองภารกิจถือเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของกระทรวงกลาโหมในขณะนี้

นอกจากนี้ พีต เฮกเซธรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังต้องเผชิญกับความพยายามถอดถอน (อิมพีชเมนท์) นำโดยสมาชิกพรรครีพับลิกันที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งด้วย แพ้ศึกในบ้าน ไม่ถอยเวทีโลก! ทรัมป์จ่อเร่งเกมนโยบายต่างประเทศ

จะว่าไปแล้วยังมีอีกหลายประเด็นที่พรรคเดโมแครตอาจขัดขวางทรัมป์ได้จำกัด เช่น นโยบายภาษีศุลกากรที่จีนอาจจะตกเป็นเป้า และเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐก็พยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างถาวรในระบบการค้าและนโยบายภาษีของสหรัฐเพื่อสร้างผลงานสำคัญก่อนสิ้นสุดวาระของตน

พรรคเดโมแครตอาจจำกัดอำนาจของทรัมป์ในเรื่องภาษีได้บางส่วน โดยร่วมมือกับสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพื่อผลักดันกฎหมายที่นำอำนาจในการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากรบางส่วนกลับคืนมาให้รัฐสภา แทนที่จะปล่อยให้อำนาจดังกล่าวอยู่ในมือของฝ่ายบริหารเกือบทั้งหมด

โคริ ชาค ซึ่งเคยทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และสภาความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ที่สถาบันวิสาหกิจอเมริกันมองว่า ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอาจทำให้คนในรัฐบาลที่ฝันไกล เช่น รูบิโอและเฮกเซธ ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการอนุมัติหรือสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศครั้งใหม่

ขณะที่รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นประธานาธิบดี โพสต์โซเชียลมีเดียกล่าวโทษสงครามว่าเป็นสาเหตุทำให้แพ้เลือกตั้ง

“ฉันไม่คิดว่าจะมีใครก็ตามที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายของทรัมป์ในช่วงสองปีแรกของวาระนี้ สามารถหลีกหนีจากการถูกเชื่อมโยงกับนโยบายเหล่านั้นได้”

“เรื่องนี้ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่า พวกเขาจะพยายามอยู่ในตำแหน่งต่อไป และหันมาสร้างหรือกำหนดนโยบายที่ได้รับความนิยมจากประชาชนชาวอเมริกันมากกว่าเดิม” ชาคระบุ

ทรัมป์เองก็แสดงท่าทีกลับไปกลับมาระหว่างการประกาศว่าจะกลับมาเปิดฉากโจมตีทางอากาศในตะวันออกกลางอีกครั้ง กับการกล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามโดยสิ้นเชิง

ในบางครั้ง เขาถึงกับให้คำมั่นว่าจะ “สังหารผู้คนจำนวนมาก” ในอิหร่าน “หากเราจำเป็นต้องทำเช่นนั้น” ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เขากลับพยายามเน้นย้ำว่าการเจรจาทางการทูตกำลังคืบหน้าและอาจนำไปสู่การยุติสงครามได้ในที่สุด แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคืบหน้าดังกล่าวก็ตาม

โธมัส ไรต์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันบรูคกิงส์อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวถึงแนวทางของทรัมป์

“เขาจะยังคงมองหาความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่เป็นการฉีกออกจากแนวทางนโยบายต่างประเทศแบบดั้งเดิมของสหรัฐ”

“เราทราบดีว่าเขาชื่นชอบการแสดงบทบาทบนเวทีระหว่างประเทศ และชื่นชอบอำนาจที่อยู่ในมือของเขา ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้อย่างมหาศาล และเขาก็ชอบที่จะใช้อำนาจเหล่านั้น” ไรต์กล่าวทิ้งท้าย