จับตา อิสราเอลอาจเผชิญกับความไม่แน่นอน เมื่อพรรคเดโมแครตคุมสภาคองเกรส คาด ความร่วมมือทางทหารและความช่วยเหลืออิสราเอลอาจสะดุด
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีที่สนับสนุนอิสราเอลมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ดังนั้นการประกาศล่าสุดของเขาในวันเลือกตั้งกลางเทอม (3 พ.ย.) ว่า สหรัฐจะยุติให้เงินทุนช่วยเหลือเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 1.34 ล้านบาท) แก่อิสราเอล จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างมาก
“ผมได้ทำข้อตกลงไว้ว่าจะมอบเงินให้แก่อิสราเอลปีละ 4 พันล้านดอลลาร์ และเมื่อหลายเดือนก่อนเราก็ได้ตกลงกันว่าจะยุติการให้เงินดังกล่าว... ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เพราะคุณก็รู้ว่าปัจจุบันอิสราเอลเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมากแล้ว” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าสหรัฐพร้อมให้ความช่วยเหลืออิสราเอลหากมีความจำเป็น
“แต่ภายในสิ้นปีนี้ เราจะเลิกจ่ายเงินให้อิสราเอลแล้ว” ประธานาธิบดีย้ำ
ดูเหมือนว่าประธานาธิบดี กำลังกล่าวถึงเงินช่วยเหลือทางทหารที่สหรัฐมอบให้อิสราเอลเป็นประจำทุกปี ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ภายใต้ข้อตกลงที่จัดทำขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในปี 2016 ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาครอบคลุมไปจนถึงสิ้นปี 2028
แต่การประกาศผ่านสื่อฟ็อกซ์นิวส์ยังขาดรายละเอียดและยากที่จะระบุได้แน่ชัด เช่นเดียวกับเรื่องสำคัญอื่นๆ ที่ทรัมป์เคยประกาศ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วอาจไม่ได้ส่งผลกระทบมากเท่ากับกระแสความประหลาดใจที่เกิดขึ้นจากการประกาศดังกล่าว
ความเคลื่อนไหวทรัมป์ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความพลิกผันในความสัมพันธ์ของเขากับ “นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู” พันธมิตรในสงครามอิหร่าน ที่บั่นทอนความหวังในการเลือกตั้งกลางเทอม และเกิดขึ้นในช่วงเวลาทางการเมืองที่สำคัญยิ่งของอิสราเอล เนื่องจากตกอยู่ในภาวะชะงักงัน หลังจากไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจนในการเลือกตั้งอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของเนทันยาฮู
ในขณะที่อับดุลเราะห์มาน โมฮัมเหม็ด เอล-ซาเยด จ่อคว้าชัยให้เดโมแครตในฐานะสมาชิกวุฒิสภาจากรัฐมิชิแกน กำลังส่งสัญญาณว่าการให้ความช่วยเหลืออิสราเอลกำลังกลายเป็นความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐ นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาชุดใหม่ของพรรคเดโมแครตจะจัดการกับประเด็นอิสราเอลอย่างไร หลังการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะการประกาศนี้ชี้ให้เห็นถึงยุคใหม่ที่ไม่แน่นอนสำหรับอิสราเอล ท่ามกลางกระแสต่อต้านการตอบสนองของเนทันยาฮูในฉนวนกาซาภายในสหรัฐ ซึ่งไม่ได้มีแค่กลุ่มหัวก้าวหน้าเท่านั้น ยังรวมถึงนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาของขบวนการ MAGA ของทรัมป์ด้วย
ดังนั้น ความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการสนับสนุนอิสราเอล และการขายอาวุธให้แก่กองทัพอิสราเอล อาจสร้างผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใหญ่หลวงในอนาคตต่อรัฐยิว และนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐ
ทั้งนี้ เงินทุนส่วนใหญ่ที่สหรัฐให้อิสราเอลมักนำไปใช้จัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์จากผู้ผลิตสหรัฐเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แล้วมอบให้แก่กองทัพอิสราเอล ข้อตกลงนี้จึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจและการจ้างงานในสหรัฐ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐและอิสราเอลในอนาคตอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เนทันยาฮู ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารดิอีโคโนมิสต์เมื่อเดือนม.ค. ว่า เขาเล็งลดรับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใน 10 ปี และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจไม่สร้างรอยร้าวทางยุทธศาสตร์ให้กับสองพันธมิตร เพราะปัจจุบันอิสราเอลมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหรัฐในการซื้อยุทโธปกรณ์ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐและอิสราเอลจะยังคงแข็งแกร่ง และกองทัพของพันธมิตรทั้งสองทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิมในช่วงไม่นานมานี้ รวมถึงช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านด้วย
ด้านเบรตต์ แมคเกิร์ก ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐภายใต้รัฐบาลต่างๆ มา 4 รัฐบาล กล่าวว่า ไม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเกินไป และยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทรัมป์สื่อหมายถึง การยุติบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสองพันธมิตรที่จะครบกำหนดในปี 2028 หรือหมายถึง การยุติความช่วยเหลืออิสราเอลในทันที
ทั้งนี้ ในผลสำรวจของควินนิเพียคที่เผยแพร่ในเดือนมิ.ย. พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 48% มองว่า สหรัฐสนับสนุนอิสราเอลมากเกินไป 38% กล่าวว่า การสนับสนุนของสหรัฐอยู่ในระดับที่เหมาะสม และมีเพียง 7% เท่านั้นที่บอกว่า สหรัฐให้การสนับสนุนไม่เพียงพอ ซึ่งสัดส่วน 48% ถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุด นับตั้งแต่ควินนิเพียคเริ่มสำรวจความคิดเห็นครั้งแรกในเดือนม.ค. 2017
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังคงมีอิสระในการจัดซื้ออาวุธต่างๆ จากสหรัฐ แต่ก็มีเรื่องน่ากังวลที่อิสราเอลต้องเผชิญในการขอการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐ หากประเด็นอิสราเอลยังคงเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐ แม้ประธานาธิบดีมีอำนาจอนุมัติการขายอาวุธให้แก่ต่างประเทศ แต่ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถลงคะแนนขัดขวางการขายอาวุธดังกล่าวได้ และหากประธานาธิบดี ใช้สิทธิ์วีโต้ ฝ่ายคัดค้านต้องรวบรวมเสียงให้ 2 ใน 3 เพื่อค้านวีโต้ของประธานาธิบดีอีกที แม้มีโอกาสค้านวีโต้ได้น้อย (หรือหมายถึง ปธน.สหรัฐขายอาวุธให้ต่างชาติได้ต่อไป) แต่สถานการณ์แบบนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นความไม่แน่นอนด้านความช่วยเหลือที่อิสราเอลต้องเผชิญ
นอกจากนี้ ยังมีอีกความเป็นไปได้ที่น่ากังวลกลุ่มสนับสนุนอิสราเอล คือ ความเป็นปรปักษ์ทางการเมืองอาจทำให้ในอนาคต สหรัฐได้ประธานาธิบดีจากพรรคใดพรรคหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงอิสราเอลน้อยกว่าทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน หรือประธานาธิบดีคนก่อนๆ




