จีนยังคงเชื่อมั่นในทรัมป์ แม้ “ความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน” จะเพิ่มความเสี่ยงใหม่ คาดสภาคองเกรสที่เข้มงวดกับจีนมากกว่าทรัมป์ จะถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดีมากขึ้น
KEY POINTS
- ชาวเน็ตจีนบนเวยป๋อให้ความสนใจผลเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยแฮชแท็ก “ทรัมป์พ่ายแพ้อย่างยับเยิน” มีผู้เข้าชมกว่า 70 ล้านครั้ง
- รัฐบาลจีนมองว่าการเลือกตั้งเป็น "กิจการภายใน" ของสหรัฐ และยืนยันจะดำเนินความสัมพันธ์ตามปกติ โดยยึดตามความเข้าใจที่ผู้นำทั้งสองบรรลุร่วมกัน
- จีนคาดว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐ จะยังคงมีเสถียรภาพโดยรวมไปจนสิ้นสุดวาระของทรัมป์ แม้อาจต้องเผชิญแรงกดดันและความวุ่นวายจากสภาคองเกรสสหรัฐมากขึ้น
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ขณะที่ชาวจีนติดตามความเสียหายจากความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ แฮชแท็ก “ทรัมป์พ่ายแพ้อย่างยับเยิน” ก็กลายเป็นกระแสไวรัลบนแพลตฟอร์มไมโครบล็อกเวยป๋อ Weibo โดยมียอดเข้าชมมากกว่า 70 ล้านครั้งภายในเย็นวันพุธ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ในกรุงปักกิ่งส่งสัญญาณอย่างรวดเร็วว่าจะยังดำเนินความสัมพันธ์ตามปกติ โดย เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันว่า การเลือกตั้งเป็น “กิจการภายใน” ของสหรัฐ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าจะเดินหน้าตาม “ความเข้าใจที่ผู้นำทั้งสองประเทศบรรลุร่วมกัน” ได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์และสี จิ้นผิง ซึ่งมีกำหนดพบกันสุดยอดครั้งที่ 3 ของปีในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า
เหมา หนิงกล่าวว่า จีนจะ “ขยายความร่วมมือ และสร้างความสัมพันธ์จีน–สหรัฐ บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน”
หลังทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว จีนต้องเผชิญสงครามการค้าครั้งใหญ่ในปี 2025 ซึ่งทำให้อัตราภาษีศุลกากรพุ่งขึ้นสู่ระดับตัวเลขสามหลัก อย่างไรก็ตาม นับแต่นั้นจีนก็พยายามทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐมีเสถียรภาพ ส่งผลให้เกิดช่วงเวลาของเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยสหรัฐแสดงท่าทีระมัดระวังมากขึ้นในการจำกัดการส่งออกชิปและการสนับสนุนไต้หวัน
- ความเสี่ยงใหม่
เมื่อทรัมป์เข้าสู่ช่วงปลายวาระที่อำนาจทางการเมืองเริ่มลดลง นโยบายต่างประเทศจะยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เขาควบคุมได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนรอบใหม่ หากเขาต้องการผลักดันวาระใหม่ ๆ ถึงกระนั้น บุคคลสำคัญในจีนยังคาดว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะคงความสงบต่อไป
ต้า เว่ย ผู้อำนวยการศูนย์ความมั่นคงระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว กล่าวว่า “เสถียรภาพโดยรวมสามารถดำรงอยู่ได้อย่างน้อยจนสิ้นสุดวาระนี้ แต่ภายใต้กรอบเสถียรภาพดังกล่าว คาดว่าจะมีความวุ่นวายและแรงกดดันจากรัฐสภามากขึ้น”
บน Weibo ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลที่มีลักษณะคล้าย X ของจีน ผู้ใช้งานแสดงความคิดเห็นกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น เมื่อขนาดความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเริ่มปรากฏชัด
หนึ่งในผู้แสดงความเห็นบน Weibo ที่มีผู้ติดตาม 4 ล้านคนเขียนว่า “ความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของทรัมป์ แสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาการปลุกปั่นอารมณ์และการสร้างความแตกแยก ไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืนในการปกครอง เมื่อสโลแกน ‘Make America Great Again’ ถูกลดทอนให้เหลือเพียงคำพูดกลวงเปล่า สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงสังคมที่แตกแยกและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศที่เสื่อมเสีย”
สองปีหลังจากที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งด้วยคำมั่นว่าจะยกระดับการเผชิญหน้าเชิงเศรษฐกิจกับปักกิ่ง บัดนี้ประธานาธิบดีสหรัฐ กลับกลายเป็นตัวถ่วงดุลต่อฝ่ายนิติบัญญัติที่มีจุดยืนแข็งกร้าวต่อจีนมากกว่า ในสภาคองเกรสกำลังมีร่างกฎหมายหลายฉบับรอการพิจารณา ซึ่งจะเข้มงวดการจำกัดการส่งออกของสหรัฐ มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ร่างกฎหมาย Match Act จะสั่งให้ฝ่ายบริหารระบุอุปกรณ์การผลิตชิปและโรงงานผลิตในจีนที่ควรถูกจำกัด พร้อมทั้งกดดันให้ชาติพันธมิตรใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดพอ ๆ กับบริษัทสหรัฐ
- ‘สมดุลใหม่’
อย่างไรก็ตาม หลังการเผชิญหน้ากันอย่างสาหัสเกือบ 10 ปีในสงครามการค้าจนทำให้สองเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกเข้าสู่สภาพ “ถ่วงดุลซึ่งกันและกันด้วยความปั่นป่วน” (mutually assured disruption) เฮนรี ฮุยเหยา หวัง ผู้ก่อตั้งคลังสมอง Center for China and Globalization ในปักกิ่ง มองว่า ในท้ายที่สุด ความเป็นจริงเชิงปฏิบัติในด้านการต่างประเทศน่าจะมีน้ำหนักเหนือกว่า
“สมดุลใหม่จะบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน” เขากล่าว “มาตรการคว่ำบาตรหรือการดำเนินการฝ่ายเดียวใด ๆ จะสร้างความเสียหายให้ทั้งสองฝ่าย และนำไปสู่สถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างก็แพ้”
การขยายข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าในการประชุมสุดยอดระหว่าง สี จิ้นผิง กับทรัมป์ เมื่อเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการพบกันครั้งที่สองจากที่อาจมีถึงสี่ครั้งในปีนี้ ได้ช่วยซื้อเวลาให้ทั้งสองฝ่าย แม้ว่าจะยังมีรอยร้าวลึกในประเด็นอย่างไต้หวันและการพัฒนา AI ก็ตาม
รัฐบาลทรัมป์ชะลอการส่งมอบแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์ให้ไต้หวัน หลังจากที่อนุมัติการขายอาวุธให้ไทเปในระดับเป็นประวัติการณ์ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน
ปักกิ่งเรียกร้องให้วอชิงตันยุติการขายอาวุธให้ไต้หวันมาโดยตลอด โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวละเมิดหลักการจีนเดียวและข้อตกลงว่าด้วยความสัมพันธ์จีน–สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม กฎหมาย Taiwan Relations Act กำหนดให้วอชิงตันต้องจัดหาอาวุธเพื่อการป้องกันตนเองให้ไต้หวันในปริมาณที่เพียงพอสำหรับรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง
หู ซีจิน อดีตบรรณาธิการใหญ่ของ Global Times แท็บลอยด์ชาตินิยมในเครือรัฐ กล่าวว่า เขาเชื่อว่าทรัมป์จะพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพกับจีน
“สมดุลปัจจุบันของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐ เป็นผลลัพธ์จากการประลองกำลังกัน และตลอดสองปีที่ผ่านมา ความเคารพของทรัมป์ต่ออำนาจแห่งชาติของจีนได้ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น” หูเขียนในโพสต์บน Weibo “แม้การเลือกตั้งกลางเทอมอาจเปลี่ยนดุลอำนาจภายในสหรัฐ แต่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในที่รุนแรงขึ้นย่อมไม่อาจมอบเครื่องมือเพิ่มเติมให้วอชิงตันใช้กดดันจีนได้”
อำนาจกำกับดูแลของทรัมป์ต่อสภาคองเกรสที่อ่อนแรงลง อาจช่วยหนุนความสัมพันธ์จีน–สหรัฐ ที่เพิ่งเริ่มกลับมามีเสถียรภาพโดยไม่ตั้งใจ เฟิง ฉู่เฉิง หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย Hutong Research ในปักกิ่ง ระบุว่า เมื่อประธานาธิบดีมีอิทธิพลต่อสมาชิกรัฐสภาน้อยลง เขาก็จะมี “อำนาจต่อรอง” น้อยลงในการเจรจากับปักกิ่ง
“ทรัมป์ยังคงมีอำนาจใช้ดุลยพินิจอย่างมากในการเจรจากับสี จิ้นผิง แต่ความสามารถในการปฏิบัติตามคำมั่นบางอย่างต่อปักกิ่งจะถูกจำกัดมากขึ้น” เขากล่าว “สิ่งนี้ทำให้ ‘ขอบเขต’ ของข้อตกลงจีน–สหรัฐ ที่อาจเกิดขึ้นชัดเจนขึ้น แม้จะทำให้พื้นที่สำหรับการต่อรองแคบลงก็ตาม”





