การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะมีขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. ชาวอเมริกันหลายล้านคนได้ทยอยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐทั่วประเทศแล้ว เดิมพันสำคัญอยู่ที่ว่า หากสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภาย้ายไปอยู่ในมือเดโมแครต ทรัมป์จะทำงานยากทันที
KEY POINTS
- การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นการเดิมพันเพื่อควบคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระ
- หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้ จะทำให้การผลักดันนโยบายต่างๆ ของทรัมป์เป็นไปได้ยากขึ้นอย่างมาก
- สภาคองเกรสที่พรรคเดโมแครตควบคุมจะมีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลทรัมป์ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การควบคุมงบประมาณ การสอบสวนการทำงาน
เว็บไซต์แชนเนลนิวส์เอเชีย (ซีเอ็นเอ) รายงานว่า “การเลือกตั้งกลางเทอม” จัดขึ้นในช่วงกึ่งกลางของวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งก็คือเมื่อผ่านไปแล้วสองปี การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือก ส.ส.435 คน และ ส.ว. ประมาณหนึ่งในสาม (35 คน) จึงเป็นการเลือกตั้งสำคัญและเดิมพันสูงมาก
ปัจจุบัน พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอยู่ 218 ต่อ 214 ที่นั่ง ดังนั้นพรรคเดโมแครตจึงจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นสุทธิอีก 4 ที่นั่ง เพื่อที่จะก้าวขึ้นมาเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมาก
ไม่เพียงเท่านั้น พรรคเดโมแครตต้องชิงเสียงข้างมากในวุฒิสภาด้วย ปัจจุบันรีพับลิกันครองเสียงข้างมากที่ 53 ต่อ 47 เสียงเดโมแครตต้องได้ ส.ว.เพิ่มอีก 4 คน จึงจะคุมสภาสูงได้
นับถึงวันพฤหัสบดี (29 ต.ค.) ชาวอเมริกันใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าทางไปรษณีย์ไปแล้วเกือบ 40 ล้านคน
สำนักข่าวรอยเตอร์ประเมินว่า ปีนี้จะมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่า 100 ล้านคนอ้างอิงจากการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปี 2022 ที่คณะกรรมการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้งสหรัฐ ระบุว่ามีผู้ไปใช้สิทธิประมาณ 112 ล้านคะแนน
ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ นโยบายการเข้าเมืองของทรัมป์ และสงครามอิหร่านเป็นประเด็นสำคัญทำให้พวกเขาต้องออกไปลงคะแนน
เควิน เฉิน จากวิทยาลัยการต่างประเทศศึกษา เอส ราชารัตนัม แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง กล่าวกับซีเอ็นเอว่า สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน การสูญเสียอำนาจควบคุมสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสามารถของเขาในการดำเนินนโยบายที่กำหนดไว้
- ความสำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอม
การเลือกตั้งกลางเทอมอาจทำให้การบริหารประเทศในช่วงครึ่งหลังของประธานาธิบดีทรัมป์แตกต่างไปจากช่วงครึ่งแรกอย่างมาก
รัฐบาลสหรัฐ ประกอบด้วย 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ,ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยสภาคองเกรส เป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ และมีบทบาทในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งมีประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเป็นผู้นำ
จง จาเอี้ยน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า หลักการแบ่งแยกอำนาจดังกล่าวทำให้รัฐสภามีอำนาจบางประการในการควบคุม ตรวจสอบ และจำกัดการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีได้
“อำนาจที่ชัดเจนที่สุดคืออำนาจในการควบคุมและอนุมัติงบประมาณ นอกจากนี้ รัฐสภายังมีอำนาจในการเรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารให้มาตอบข้อซักถามต่อรัฐสภาตามความเป็นจริงได้อีกด้วย”
ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของแต่ละรัฐ ยังมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบหรือปฏิเสธการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลด้วย
“หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ได้ พรรคก็จะมีอำนาจและช่องทางบางประการในการตรวจสอบและจำกัดการดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ และหากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ด้วย ความสามารถในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น” จงกล่าว
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐยังคงมีอำนาจอย่างกว้างขวางในหลายด้าน โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายต่างประเทศ การตัดสินใจใช้กำลังทางทหาร และการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากร
นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังสามารถใช้คำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อผลักดันและดำเนินนโยบายได้โดยตรง กระนั้น สภาคองเกรสก็ยังมีอำนาจในการระงับ ลด หรือจำกัดการจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นต่อการดำเนินนโยบายเหล่านั้นได้
- เดิมพันใหญ่พรรคการเมือง
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะเป็นตัวกำหนดว่าพรรคการเมืองใดจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการออกกฎหมาย การควบคุมงบประมาณ และการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐ
ปัจจุบัน พรรคเดโมแครตยังไม่ได้เสียงข้างมากในทั้งสองสภา หากพรรคยังคว้าเสียงข้างมากไม่ได้อีก ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลักดันนโยบายและวาระทางการเมืองของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“สำหรับพรรครีพับลิกัน เดิมพันคือความสามารถในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงสองปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ส่วนพรรคเดโมแครต สิ่งที่เป็นเดิมพันคือความสามารถในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของทรัมป์” เอลวิน ลิม อาจารย์รัฐศาสตร์และคณบดีวิทยาลัยบูรณาการศึกษา มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์กล่าว
ลิมกล่าวเพิ่มเติมว่า สภาผู้แทนราษฎร มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยเหตุผล 3 ประการ ประการแรก สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล ร่างกฎหมายงบประมาณและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร
ประการที่ 2 สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจออกหมายเรียกและสอบสวน ทำให้สามารถเรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและชี้แจงต่อสภา รวมถึงตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้
ประการที่ 3 สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจของประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ
นอกจากนี้ การที่พรรคเดโมแครตได้คุมสภาผู้แทนราษฎร ยังอาจเปิดโอกาสให้พรรคสามารถขัดขวาง ชะลอ หรือจำกัดการผลักดันนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ได้อีกด้วย แต่เฉินมองว่า ก็ต้องขึ้นอยู่กับทั้งสองพรรคว่าเต็มใจใช้เครื่องมือทางการเมืองที่มีปกป้องและผลักดันผลประโยชน์ของฝ่ายตนเองมากน้อยเพียงใด
- ความสำคัญต่อทรัมป์
เฉินกล่าวต่อไปว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะกระทบโดยตรงต่อทิศทางและวาระนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากพรรคการเมืองที่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะมีอำนาจกำกับดูแลและตรวจสอบร่างกฎหมายสำคัญเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล รวมถึงจัดให้มีการไต่สวนเพื่อพิจารณาตรวจสอบนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ได้
หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ด้วย พรรคก็จะมีอำนาจในการขัดขวางหรือไม่ให้ความเห็นชอบต่อการลงมติรับรองบุคคลที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคงแห่งชาติได้
กระนั้น แม้รัฐสภาจะมีอำนาจและเครื่องมือในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมี “เวทีที่ทรงอิทธิพลมากกว่าอย่างมาก” ในการแสดงความคิดเห็นและผลักดันวาระทางการเมืองของตนเอง
ตัวอย่างเช่น ทรัมป์เคยดำเนินการบางเรื่องโดยหลีกเลี่ยงกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาโดยสิ้นเชิง อย่างการซื้อก๊าซจากรัสเซียเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองพรรคการเมืองในรัฐสภา
ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต้องทำหนังสือแจ้งว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย มีรายได้หรือทรัพยากรเพิ่มเติมสำหรับนำไปสนับสนุนการทำสงคราม อีกทั้งยังไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อประชาชนชาวอเมริกัน
ขณะเดียวกันจงกล่าวว่า การเลือกตั้งกลางเทอมมักถูกมองว่าเป็นดัชนีสะท้อนผลงานการบริหารประเทศของประธานาธิบดี ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีก็ตาม
สำหรับประเด็นสงครามอิหร่าน เฉินมองว่า ชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยอย่างมากกับสงคราม หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้ พรรคอาจใช้กลไกการพิจารณางบประมาณด้านกลาโหมเป็นเครื่องมือกดดันให้ทรัมป์ยุติความขัดแย้งดังกล่าว
“หากพรรคเดโมแครตได้คุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคก็อาจคัดค้านแผนการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ได้เข้มข้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีเหล่านี้ถูกนำมาใช้ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งช่วยให้มีฐานรองรับทางกฎหมายที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นการยกเลิกย่อมทำได้ยากขึ้น"
- ทำไมเอเชียต้องสนใจเลือกตั้งกลางเทอม
ลิมกล่าวว่า เนื่องจากนโยบายต่างประเทศเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้อำนาจและความรับผิดชอบของประธานาธิบดีเป็นหลัก การเลือกตั้งกลางเทอมจึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ มากกว่าที่จะทำให้ทิศทางนโยบายต่างประเทศของประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
“หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ ก็จะมีการตรวจสอบและคัดค้านมาตรการภาษีศุลกากรเหล่านี้อย่างเข้มข้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สภาไม่สามารถยกเลิกมาตรการดังกล่าวได้โดยง่าย เนื่องจากหากประธานาธิบดีใช้อำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย ถ้ารัฐสภาจะลงมติยืนยันร่างกฎหมายเดิมเพื่อเอาชนะการยับยั้ง จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิกทั้งสองสภา” ลิมสรุป





