ฝรั่งเศสยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ ระดมเจ้าหน้าที่ 70,000 นาย พร้อมทหารและรถหุ้มเกราะ รับมือการประท้วงรอบใหม่วันเสาร์ ขณะที่เพิ่งเกิดเหตุ 'กราดยิง' ชานกรุงปารีส เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 5 คน มาครงประณามเป็น “การก่อการร้ายเหยียดเชื้อชาติ” ซ้ำเติมบรรยากาศตึงเครียดในประเทศ
KEY POINTS
- รัฐบาลฝรั่งเศสระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 70,000 นาย เพื่อเตรียมรับมือการประท้วงรอบใหม่
- ทางการมีความกังวลว่าจะเกิดเหตุจลาจลรุนแรงและการปล้นสะดมซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
- ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ และการแข่งขันกีฬาในกรุงปารีสหลายแห่งประกาศปิดทำการหรือเลื่อนออกไปเพื่อความปลอดภัย
- สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นจากเหตุ 'กราดยิง' ชานกรุงปารีสก่อนหน้าการประท้วง ซึ่งถูกประณามว่าเป็นการก่อการร้ายที่เหยียดเชื้อชาติ
รัฐบาลฝรั่งเศสระดมเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 70,000 นาย พร้อมหน่วยต่อต้านก่อการร้าย เตรียมรับมือการประท้วงรอบใหม่วันเสาร์นี้ (24 ต.ค.) หลังเหตุจลาจลสุดสัปดาห์ก่อนสร้างความเสียหายทั่วประเทศ และยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดด้วยเหตุ "กราดยิง" ชานกรุงปารีสเมื่อวันศุกร์ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 5 คน
ทางการฝรั่งเศสระดมกำลังเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่และประกาศว่าจะเข้าควบคุมเหตุรุนแรงทุกกรณี ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดเหตุจลาจลรุนแรงซ้ำรอยสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยโลรองต์ นูเนซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า กลุ่มซ้ายจัดเป็นผู้เผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรง
บรรดาร้านค้าในกรุงปารีส รวมถึงร้านสินค้าแบรนด์หรูต่างพากันปิดร้านเตรียมรับมือ ร้านค้าหลายแห่งนำแผ่นไม้มาปิดป้องกันกระจกหน้าร้านและจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม โดยบางแห่งจะปิดให้บริการในวันเสาร์
ขณะที่พิพิธภัณฑ์ชื่อดัง 3 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre) พิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d’Orsay) และพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ (Picasso Museum) จะปิดให้บริการในวันเสาร์เช่นกัน ส่วนการแข่งขันฟุตบอลระหว่างปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) กับโอลิมปิก ลียง (Olympique Lyonnais) ที่มีกำหนดจัดขึ้นในกรุงปารีส ถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน
กราดยิงชานกรุงปารีส ดับ 1 เจ็บ 5
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นหลังเกิดเหตุกราดยิงบริเวณชานกรุงปารีส เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 5 คน ในจำนวนนี้ 3 คนมีอาการสาหัส และหนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุ 12 ปี
เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นภายในเวลาประมาณ 15 นาที โดยผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงจากภายในรถยนต์ เริ่มจากเมือง Trappes ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ก่อนจะก่อเหตุอีกครั้งในเมือง La Verrière ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยดูเหมือนว่าผู้ก่อเหตุจะมุ่งเป้าไปที่ "ผู้มีเชื้อสายผู้อพยพ" ก่อนจะถูกตำรวจจับกุมได้ในเวลาต่อมา
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประณามเหตุกราดยิงดังกล่าวว่าเป็น "การก่อการร้ายที่มีแรงจูงใจจากการเหยียดเชื้อชาติ" และถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐและประเทศของเรา” เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุสังหารผู้คนแบบสุ่มโดยมีแรงจูงใจจากการเหยียดเชื้อชาติในลักษณะนี้
ระหว่างเดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุ มาครงกล่าวว่า ผู้เสียหายถูกเลือกเป็นเป้าหมายเพราะสีผิวหรือศาสนา พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อยต่อสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “แนวคิดสุดโต่งที่กำลังหยั่งรากลึก”
ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจที่แน่ชัดของผู้ก่อเหตุได้ แต่สำนักงานอัยการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติฝรั่งเศส (PNAT) ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็น “การฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย”
สื่อฝรั่งเศสระบุชื่อผู้ต้องสงสัยว่า เควิน ที (Kevin T) โดยสำนักงานอัยการต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติฝรั่งเศส (PNAT) เปิดเผยว่า ชายรายนี้เคยถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดมาแล้ว 4 ครั้ง แต่ประวัติอาชญากรรมดังกล่าวได้รับการล้างประวัติโดยอัตโนมัติตามกระบวนการทางกฎหมาย
ขณะที่สื่อท้องถิ่นอีกรายระบุว่า ชายวัย 39 ปีรายนี้เป็นบุคคลที่ตำรวจเคยมีข้อมูลประวัติ แต่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลของหน่วยข่าวกรองฝรั่งเศส โดยผู้ต้องสงสัยไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในบัญชีบุคคลที่ถูกประเมินว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ
ระดมทหาร-รถหุ้มเกราะ รับมือเหตุรุนแรง
“เราจะไม่ประนีประนอมกับกลุ่มอันธพาล ผู้ปล้นสะดม และทุกคนที่ก่อเหตุรุนแรง รวมถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายจัด” นูเนซกล่าว พร้อมยืนยันว่าตำรวจมีความพร้อมรับมือเต็มที่กับผู้ก่อจลาจล
นอกจากนี้ ทหารจะเข้าร่วมรักษาความปลอดภัยตามอาคารและสถานที่สำคัญๆ ด้วย ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ รถฉีดน้ำแรงดันสูง และรถหุ้มเกราะรุ่น Centaur จะถูกเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการวันนี้ด้วย
นอกจากกรุงปารีสแล้ว เมืองบางแห่งซึ่งรวมถึง "ลียง" (Lyon) ได้ประกาศห้ามจัดการประท้วงในวันเสาร์ และขยายระยะเวลาบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว
ประธานาธิบดีมาครง ยอมรับเมื่อวันพฤหัสบดีว่าการรับมือการชุมนุมเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนมีทั้ง “ข้อบกพร่องในการวางแผนและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด” หลังการประท้วงที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่าครึ่งล้านคนบานปลายเป็นการทำลายทรัพย์สิน
ม็อบนัดชุมนุมรอบสอง
การประท้วงในวันเสาร์ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่หลากหลาย ทั้งผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ นักเรียน นักศึกษา สหภาพแรงงาน และพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย
ผู้จัดการชุมนุมเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “Acte II” หรือการเคลื่อนไหวรอบที่สอง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงการให้บริการสาธารณะและช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้รับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้
ความไม่พอใจส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีมาครง ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วง 6 เดือนสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง และมีคะแนนนิยมตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง
ผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นกลับเป็นประโยชน์ต่อ "มารีน เลอ เปน" (Marine Le Pen) ผู้สมัครฝ่ายขวาจัดซึ่งมีคะแนนนิยมนำในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีหน้า
สถานการณ์ยังตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากเลอ เปนมีกำหนดเรียกประชุมผู้สนับสนุนหลายพันคนที่เมือง Orléans ทางตอนกลางของฝรั่งเศสในวันเสาร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมใหญ่พรรค National Rally ขณะที่กลุ่มต่อต้านเลอ เปนก็กำลังเดินทางไปยังเมืองดังกล่าวเพื่อจัดการประท้วง
บอนด์ยีลด์ฝรั่งเศสส่งสัญญาณเสี่ยง
ความไม่สงบที่เกิดขึ้นยังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังของฝรั่งเศส ซึ่งกำลังประสบปัญหาในการลดการขาดดุลงบประมาณก่อนการเลือกตั้งปี 2027 แม้ประเทศจะรอดพ้นจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือโดย Moody’s Ratings เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
หนึ่งในตัวชี้วัดความเสี่ยงในตลาดพันธบัตรที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิดปรับตัวขึ้นสู่ระดับที่พบครั้งล่าสุดในช่วงวิกฤติหนี้ยูโรโซน โดยส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปี เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของภูมิภาค พุ่งแตะ 1.78 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อวันพฤหัสบดี เทียบกับระดับเพีย 0.85 จุดเปอร์เซ็นต์ ในช่วงต้นเดือนก.ย.
ขณะเดียวกัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนฝรั่งเศสหดตัวลงในเดือนนี้ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่จัดทำโดย S&P Global ลดลงเหลือ 48.4 ในเดือนต.ค. จาก 51.1 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งระดับ 50 ถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวและหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
กระแสประท้วงลามหลายประเทศยุโรป
ฝรั่งเศสไม่ใช่ประเทศเดียวในยุโรปที่กำลังเผชิญความไม่พอใจของประชาชน โดยใน "อิตาลี" คาดว่าจะมีการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มเยาวชนอื่นๆ ที่เมืองมิลานและกรุงโรมในช่วงสุดสัปดาห์นี้
รัฐบาลอิตาลีระบุว่าจะส่งกำลังทหารเข้าประจำการในเมืองมิลาน หลังการประท้วงเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนบานปลายเป็นเหตุปล้นสะดมและจลาจล
ขณะที่ "เบลเยียม" ก็คาดว่าจะมีการชุมนุมประท้วงเช่นกัน ส่วนแอลเบเนียกำลังเผชิญการประท้วงรุนแรงที่นำโดยกลุ่มนักศึกษาเป็นสัปดาห์ที่สอง โดยมีสาเหตุจากความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีเอดี รามา





