อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เผยแพร่บทความเกี่ยวกับวิกฤตการณ์สายการบิน FlyDubai ชี้ เหตุการณ์ดังกล่าวถูกวางแผนอย่างจงใจ เพื่อมุ่งเป้าสังหารชาวอิสราเอล
อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เผยแพร่บทความเกี่ยวกับวิกฤตการณ์สายการบิน FlyDubai ที่ผู้ช่วยนักบินทำร้ายนักบินจนเกือบทำให้เครื่องบินตก และสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้โดยสารชาวอิสราเอลกว่า 170 ชีวิต
บทความนี้มีชื่อว่า "เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความสันติภาพ กับหายนะ บทเรียนจากวิกฤตการณ์สายการบิน FlyDubai" ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
"เที่ยวบิน FlyDubai FZ1073 จากดูไบไปยังเทล อาวีฟ ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 30 กันยายน โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือ 174 คน รวมถึงเด็ก 27 คน เริ่มต้นขึ้นเช่นเดียวกับเที่ยวบินโดยสารทั่วไป แต่กลับกลายเป็นฝันร้ายกลางอากาศอย่างรวดเร็วและน่าสะพรึงกลัว เมื่อนักบินผู้ช่วยได้เข้าควบคุมเครื่องบิน พยายามสังหารกัปตันด้วยขวานที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน และปิดระบบการบินสำคัญๆ เพื่อหวังจะให้เครื่องบินตกพร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือ ภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาที เครื่องบินสูญเสียระดับความสูงถึง 14,000 ฟุต ในขณะที่กัปตันพยายามต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เขากลับสงบสุขุมอย่างเหลือเชื่อภายใต้สถานการณ์ที่กดดันอย่างยิ่ง และสามารถปลดล็อกประตูห้องนักบินได้สำเร็จ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารชาวอิสราเอลสี่คนและลูกเรืออีกหนึ่งคนสามารถเข้าไปในห้องนักบินได้ ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ ทำให้เครื่องบินกลับมาทรงตัว และปฐมพยาบาลกัปตัน ทำให้เขาสามารถนำเครื่องบินลงจอดฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัยในซาอุดีอาระเบีย
ทุกคนปลอดภัยแต่ความจริงที่ปรากฏนั้นชัดเจน เหตุการณ์ซึ่งเกือบจะกลายเป็นความพยายามก่อเหตุโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลก กลับถูกสื่อนำเสนอว่าเป็นเพียงการทะเลาะวิวาทระหว่างนักบินและนักบินผู้ช่วย สิ่งเดียวที่ทำให้เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้ไม่ซ้ำรอยเดิมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 11 กันยายน 2544 คือโชคช่วยอย่างแท้จริง ประกอบกับความกล้าหาญอันยอดเยี่ยมของลูกเรือ และการตัดสินใจที่ฉับไวและเด็ดขาดของผู้โดยสารทั้งสี่คน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์ลำหนึ่ง แต่เป็นการเจาะจงเลือกเครื่องบินของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีผู้โดยสารชาวอิสราเอลอยู่ด้วย เป็นการวางแผนและไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือการสังหารชาวอิสราเอล บั่นทอนเสถียรภาพของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และทำลายรากฐานของข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) นี่ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกที่มุ่งโจมตีทั้งอิสราเอลและพันธมิตรของอิสราเอลในภูมิภาค กลุ่มนักรบญิฮาดมีความคับแค้นใจอย่างยิ่งว่า แม้จะมีการกดดันอย่างหนักแต่อิสราเอลและพันธมิตรอาหรับยังคงให้ความสำคัญและเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการทูต ความมั่นคง และเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ข้อตกลงอับราฮัมกำลังจะครบรอบปีที่เจ็ด และได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความแข็งแกร่งที่จะบรรลุภารกิจหลักประการหนึ่ง นั่นคือการปกป้องเสถียรภาพในภูมิภาคจากการรุกรานของฝ่ายที่สาม ซึ่งมีความก้าวร้าวและพยายามอย่างยิ่งที่จะทำลายความร่วมมือดังกล่าวให้ล้มเหลว
เหตุการณ์อันน่าตระหนกนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่จะครบรอบปีที่สามของการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งมีชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติกว่า 1,000 คน รวมถึงชาวไทย 47 คน ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็น ในช่วงสามปีนี้ภูมิภาคตะวันออกกลางเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความปั่นป่วนทางการเมืองความมั่นคงในซีเรียและเลบานอน การเผชิญหน้าโดยตรงกับอิหร่านสองครั้ง และสงครามที่ยืดเยื้อกับกลุ่มก่อการร้ายฮามาสซึ่งอ่อนแอและไร้ความชอบธรรมแต่ก็ยังคงปฏิเสธที่จะปลดอาวุธและปลดปล่อยประชาชนของตนจากระบอบเผด็จการ ในขณะเดียวกัน กลุ่มติดอาวุธญิฮาดก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำลายล้าง ดำเนินการโจมตี บ่อนทำลายเสถียรภาพ เผยแพร่ภัยคุกคามและข้อมูลเท็จอย่างต่อเนื่อง
การผสมผสานระหว่างการแสวงหาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ การพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถโจมตีเป้าหมายในยุโรป การใช้กลุ่มตัวแทน การสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย การลงมือโจมตี และการบ่อนทำลายเสถียรภาพ ยังคงสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสันติภาพและเสถียรภาพ ดังนั้นความพยายามโจมตีสายการบินฟลายดูไบจึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงภัยคุกคามทางอุดมการณ์ที่ยังคงมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเน้นย้ำถึงความจริงที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ การตอบสนองซึ่งมีประสิทธิภาพที่สุดคือการสานต่อและเสริมสร้างพันธมิตรที่สนับสนุนสันติภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าตะวันออกกลางจะสามารถก้าวไปสู่อนาคตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสถียรภาพ ความก้าวหน้า และความมั่นคงร่วมกันเพื่อประชาชนในภูมิภาค"





