ทรัมป์ยืนยันว่าได้มีการหยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมาหารือระหว่างการประชุมสุดยอดร่วมกับสี จิ้นผิง โดยทรัมป์ระบุว่าผู้นำจีนเข้าใจจุดยืนของสหรัฐต่อเกาะแห่งนี้เป็นอย่างดี
KEY POINTS
- ทรัมป์ยืนยันจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันในการประชุมสุดยอดกับสี จิ้นผิง โดยย้ำนโยบายดั้งเดิมคือ "ไม่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช แต่ก็ไม่สนับสนุนการใช้กำลังข่มขู่"
- สหรัฐฯ ชะลอการอนุมัติขายอาวุธล็อตใหม่ให้ไต้หวัน โดยทรัมป์ยอมรับว่าใช้ประเด็นนี้เป็นแต้มต่อสำคัญในการเจรจากับผู้นำจีน
- แม้มีการหารือกัน แต่เอกสารสรุปผลการประชุมอย่างเป็นทางการของทั้งสองฝ่ายกลับไม่กล่าวถึงประเด็นไต้หวัน ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ "ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ยืนยันว่าได้มีการหยิบยกประเด็นไต้หวันขึ้นมาหารือระหว่างการประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทรัมป์ระบุว่าผู้นำจีนเข้าใจจุดยืนของสหรัฐต่อเกาะแห่งนี้เป็นอย่างดี
สำนักข่าว Japan Times รายงานว่า เดวิด เพอร์ดู เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศจีน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ Fox News และ CNBC สอดคล้องกันว่า ประเด็นไต้หวันถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเพียงช่วงสั้นๆ และทรัมป์ได้ย้ำถึงนโยบายหลักของวอชิงตันที่ยังคงเดิม นั่นคือ "ไม่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่สนับสนุนการใช้อำนาจบังคับข่มขู่เช่นกัน" ซึ่งสะท้อนว่าแม้ สี จิ้นผิง จะเรียกร้องให้สหรัฐแสดงท่าที "ต่อต้าน" การแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวันอย่างชัดเจน แต่นโยบายที่ดำเนินมาหลายทศวรรษของวอชิงตันยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เฉิน หมิงฉี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้แถลงต่อสื่อมวลชนในกรุงไทเปเมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐ "เข้าใจเป็นอย่างดี" ถึงความจำเป็นของไต้หวันในการป้องกันตนเอง และภัยคุกคามทางทหารที่รุนแรงจากจีน แม้เศรษฐกิจจีนจะอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่ทางการปักกิ่งยังคงทุ่มงบประมาณและทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง
เฉินระบุเสริมว่า รัฐบาลไทเปสื่อสารกับฝั่งสหรัฐอย่างสม่ำเสมอ และได้รับการยืนยันว่านโยบายสหรัฐต่อไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็ได้ชี้แจงว่าการอนุมัติขายอาวุธให้แก่ประเทศใดๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ไต้หวันยืนยันปฏิเสธข้ออ้างอธิปไตยของปักกิ่ง โดยย้ำว่ามีเพียงประชาชนชาวไต้หวันเท่านั้นที่มีสิทธิตัดสินอนาคตของตนเอง ขณะที่จีนได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องในการเจรจาจากประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ มาโดยตลอด
รายงานข่าวระบุว่า ไต้หวันกำลังรอการอนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธระลอกใหม่จากสหรัฐ มูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่อยอดจากข้อตกลงมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การพบปะกับสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือน พ.ค. ทรัมป์ได้สั่งให้ชะลอการอนุมัติแพ็กเกจอาวุธดังกล่าว โดยยอมรับว่ามองการขายอาวุธนี้เป็นแต้มต่อสำคัญในการเจรจากับผู้นำจีน
คาดว่าการอนุมัติขายอาวุธอาจถูกเลื่อนออกไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้ หลังจากทรัมป์ประกาศแผนที่จะพบกับสี จิ้นผิง อีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2026 โดยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. ในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน และครั้งที่สองในเดือนธันวาคม ในการประชุมสุดยอด G20 ที่เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในเอกสารสรุปผลการประชุมสุดยอดที่ทั้งสองฝ่ายเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ ไม่มีการกล่าวถึงประเด็นไต้หวันแต่อย่างใด โดยเอกสารของทำเนียบขาวมุ่งเน้นไปที่การสร้าง "ความสัมพันธ์ที่ยุติธรรมและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน" พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการคงกำลังทหารสหรัฐในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเพื่อรักษาความมั่นคงนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ฝ่ายจีนได้เปิดเผยรายการข้อตกลง 8 ข้อ และบันทึกความเข้าใจด้านการสื่อสารเพื่อป้องกันวิกฤตทางทหาร
การละเว้นเรื่องไต้หวันและดีลขายอาวุธในเอกสารทางการ ทั้งที่เคยเป็นประเด็นร้อนแรง สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองมหาอำนาจยังคงรักษาระยะห่างและใช้ยุทธศาสตร์ "ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic ambiguity) ในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทเรื่องไต้หวันลุกลามกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางทหารโดยตรง




