อิหร่านยืนยันว่า "การทูต" คือหนทางเดียวที่จะยุติความขัดแย้งได้ หลังทรัมป์ปัดตกข้อเสนอเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยุติการสู้รบในภูมิภาค
KEY POINTS
- ประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่ต้องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติการสู้รบภายใน 7 วัน โดยมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวจากความสิ้นหวัง
- อิหร่านยืนยันว่าการเจรจาทางการทูตเป็นทางออกเดียว และยังคงรอการตอบกลับอย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ ผ่านผู้ไกล่เกลี่ย แม้ทรัมป์จะปฏิเสธผ่านสื่อแล้วก็ตาม
- มีรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ทรัมป์อาจพิจารณาใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่านระลอกใหม่หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน
- ความขัดแย้งมีประเด็นโครงการนิวเคลียร์เป็นหัวใจสำคัญ โดยอิหร่านยืนยันสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แต่พร้อมเจรจาและจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐบาลอิหร่าน ออกแถลงการณ์ยืนยันเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า "การทูต" คือหนทางเดียวที่จะยุติความขัดแย้งกับสหรัฐ และอิสราเอลได้ หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศปัดตกข้อเสนอของอิหร่านที่มุ่งเป้าเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยุติการสู้รบในภูมิภาค
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียระบุว่า "เงื่อนไขของเรามีความชัดเจน และความเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะต้องขึ้นอยู่กับการบรรลุเงื่อนไขเหล่านี้ ทางออกที่ผ่านการเจรจาเท่านั้นที่จะช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากภาวะชะงักงันนี้ได้"
อิหร่านประกาศข้อเสนอสันติภาพดังกล่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ณ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก โดยอิหร่านระบุว่าได้ส่งมอบแผนนี้ให้วอชิงตันผ่านทางกาตาร์ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 ก.ย. พร้อมอ้างว่าความสิ้นหวังคือแรงจูงใจที่ทำให้อิหร่านต้องเร่งผลักดันข้อตกลง "พวกเขาต้องการทำข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที เพราะพวกเขากำลังพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว
อย่างไรก็ตาม อารักชีชี้แจงว่า แม้ทรัมป์จะให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ แต่ทางผู้ไกล่เกลี่ย ยังไม่ได้แจ้งเรื่องการปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยอิหร่านยังคงรอรับฟังท่าทีที่ชัดเจนเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจต่อไป
ปัจจุบัน สหรัฐได้ใช้มาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน เพื่อกดดันให้ยุติการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการสัญจรทางเรือลดลง แม้ทรัมป์จะยืนกรานว่าสหรัฐเป็นผู้ควบคุมน่านน้ำดังกล่าวก็ตาม
ทั้งนี้ สื่อใหญ่อย่าง The Wall Street Journal รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า ส่วนตัวทรัมป์ไม่เชื่อว่าอิหร่านจะยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง และได้เปรยกับทีมงานว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะกลับมาใช้ยุทธวิธีทิ้งระเบิดระลอกใหม่หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 นี้ ไม่เพียงบั่นทอนเสถียรภาพภูมิภาค แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน อารักชียืนยันว่า หากสหรัฐจริงจังกับการบรรลุข้อตกลง แผนการนับถอยหลัง 7 วันเพื่อเปิดช่องแคบและระงับการสู้รบก็พร้อมเริ่มขึ้นทันที และอาจปูทางไปสู่การเจรจาในประเด็นที่กว้างขึ้น
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ โครงการนิวเคลียร์ ซึ่งทรัมป์ประกาศกร้าวว่า เตหะรานต้องไม่มีวันได้ครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านยืนยันกับรอยเตอร์ว่าจะไม่มีการโอนอ่อนในเรื่องสิทธิการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรือการส่งออกยูเรเนียมความเข้มข้นสูงออกนอกประเทศ
อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์ในรายการ "Face the Nation" ของสถานีโทรทัศน์ CBS ว่า เตหะรานพร้อมเจรจาเรื่องนิวเคลียร์และประเด็นอื่นๆ แต่จะไม่ยอมรับ "การกลั่นแกล้งหรือการบีบบังคับ" (Bullying or coercion) พร้อมย้ำว่า อิหร่านไม่ได้ต้องการสงคราม จะปกป้องตนเองจากภัยคุกคาม และได้ตกลงกันแล้วว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์




