พรมแดง งานเลี้ยง ของขวัญ และคำชื่นชมระหว่าง ‘ทรัมป์-สี’ สร้างภาพความสัมพันธ์ที่อบอุ่นกว่าที่เคย แต่หลังซัมมิตผ่านไปเกือบทั้งหมด ‘ดีลใหญ่’ ที่ทั่วโลกรอคอยกลับยังไม่ปรากฏ จนเกิดคำถามว่า นี่คือความคืบหน้าทางการทูต หรือเป็นเพียง ‘Diplotainment’ ที่พิธีการโดดเด่นกว่าผลลัพธ์
พรมแดงถูกปู งานเลี้ยงระดับรัฐถูกจัดเต็ม มีการมอบของขวัญให้กัน รวมถึงประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ถึงขั้นพาประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” เดินชมทำเนียบขาว ตั้งแต่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ไปจนถึงโครงการห้องบอลรูมแห่งใหม่
แต่หลังพิธีการอันยิ่งใหญ่ผ่านไปเกือบทั้งหมด สิ่งที่ทั่วโลกเฝ้ารอกลับยังมาไม่ถึง นั่นคือ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” จากโต๊ะเจรจาระหว่างสองมหาอำนาจ
โชว์ใหญ่ แต่ดีลใหญ่ยังไม่มา
แม้สหรัฐและจีนตกลงขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน แต่ข้อตกลงใหญ่ที่ตลาดและทั่วโลกจับตา ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีเพิ่มเติม การหาจุดร่วมต่อประเด็นอิหร่าน การวางกติกาช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงการวางกรอบปัญญาประดิษฐ์ ในรูปแบบมีรายละเอียดชัดเจน ยังไม่มีการประกาศหรือแถลงการณ์ร่วมใด ๆ ออกมา ทำให้สิ่งที่ได้จากการเจรจาครั้งนี้ “ยังไม่ค่อยมีอะไรใหม่ไปจากเดิม”
แดนนี รัสเซล อดีตนักการทูตสหรัฐในรัฐบาลบารัค โอบามา ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำทั้งสองใช้เวลากับกิจกรรมทางสังคมและพิธีการมากกว่าการประชุมแบบปิด ซึ่งกินเวลาราว 90 นาที
เขาถึงขั้นเรียกบรรยากาศครั้งนี้ว่า “Diplotainment” ซึ่งเป็นการผสมคำระหว่าง Diplomacy หรือการทูต กับ Entertainment หรือความบันเทิง เพื่อสะท้อนมุมมองว่า พิธีการที่น่าตื่นตาไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ความคืบหน้าทางการทูต
“พิธีการและระเบียบการไม่ได้เท่ากับความคืบหน้า แพนด้าน่ารักก็จริง แต่สิ่งที่อเมริกาต้องการคือ ‘แร่หายาก’ ” รัสเซลกล่าว
ตลอดการเยือน ทรัมป์เน้นย้ำความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสี โดยกล่าวว่าทั้งคู่ “ไม่เคยเข้ากันได้ดีเท่านี้มาก่อน” และเรียกความสัมพันธ์ระหว่างกันว่าเป็น “มิตรภาพที่ยอดเยี่ยม” แม้สหรัฐและจีนยังมีความขัดแย้งในหลายประเด็น ตั้งแต่การค้า AI ไต้หวัน ไปจนถึงอิหร่าน
ด้านสีใช้เวทีดังกล่าวผลักดันประเด็นเชิงนโยบายมากกว่า โดยเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันเพื่อให้ AI ยังคง “อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์” พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐปฏิบัติต่อบริษัทจีนอย่างเป็นธรรม ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งระบุว่า สีได้เรียกร้องให้ทรัมป์คัดค้าน “เอกราชของไต้หวัน” ด้วย
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เตือนประธานาธิบดีสี จิ้นผิงว่า ห้ามให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่อิหร่าน ส่วนสี จิ้นผิงแสดงจุดยืนสนับสนุนให้สหรัฐและอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี
อย่างไรก็ตาม การหารือในประเด็นสำคัญนี้ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร หรือรายละเอียดใหม่ที่เป็นรูปธรรม โดยท่าทีของทั้งสองฝ่ายยังคงใกล้เคียงกับจุดยืนที่เคยแสดงไว้ก่อนหน้านี้
ทรัมป์มอบรูปปั้นนกอินทรีหัวขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติสหรัฐให้แก่สี ก่อนพาแขกชมพื้นที่ก่อสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่ของทำเนียบขาว รวมถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนสนามหญ้าด้านใต้ และยังพาสีเข้าไปชมเฮลิคอปเตอร์ประธานาธิบดีด้วย
ภาพดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า การประชุมครั้งนี้ให้น้ำหนักกับ “ภาพลักษณ์และพิธีการ” มากกว่าการคลี่คลายปัญหาระหว่างสองมหาอำนาจหรือไม่
ปมขัดแย้งยังอยู่ครบ
เบื้องหลังบรรยากาศเป็นมิตร สองประเทศยังมีรายการความขัดแย้งยาวที่รอการแก้ไข โดยไม่กี่เดือนก่อนการประชุม ทรัมป์กล่าวหาจีนว่าอยู่เบื้องหลังการเจาะข้อมูลการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ “ชิ้นส่วนจากจีน” ที่ถูกพบในอาวุธของกลุ่มฮูตีในเยเมน รวมถึงการที่จีน “ยังคงซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน”
อีกกรณีที่ถูกจับตาคือชิ้นส่วนของเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 ที่ถูกส่งไปยังฮ่องกงและ “อยู่ในการครอบครองของจีน” ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจีนจะคืนกลับให้สหรัฐหรือไม่
ยังไม่นับการแข่งขันด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนความขัดแย้งเรื่องไต้หวัน ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
นั่นทำให้ความแตกต่างระหว่าง “บรรยากาศ” ของการเยือน กับ “ปัญหา” ที่ยังค้างอยู่ ถูกจับตามองเป็นพิเศษ
จนถึงตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ทรัมป์จัดเต็มให้สีแทบทุกอย่าง ตั้งแต่พรมแดง ของขวัญ งานเลี้ยง ไปจนถึงการพาทัวร์พื้นที่ส่วนตัวของทำเนียบขาว
เหลือเพียงสิ่งสำคัญที่สุดที่โลกยังคงเฝ้ารอ คือ “ดีลใหญ่” ที่จะเปลี่ยนบรรยากาศอันอบอุ่นบนเวที ให้กลายเป็น “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” บนโต๊ะเจรจา
อ้างอิง: reuters, guardian, bloomberg





