วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

‘ทรัมป์’ ประกาศหนุนรวมชาติ ‘ไอร์แลนด์’ สวนทาง ‘อังกฤษ’ ยืนยันไม่จัดประชามติ

ทรัมป์สนับสนุนการรวมชาติไอร์แลนด์ระหว่างการเยือนกรุงดับลิน ท่ามกลางกระแสการประท้วงจากประชาชนในพื้นที่ซึ่งต่อต้านนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐ

KEY POINTS

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนการรวมชาติไอร์แลนด์ระหว่างการเยือนกรุงดับลิน โดยระบุว่าจะเป็นเรื่องที่ "ยอดเยี่ยมมาก"
  • ท่าทีของทรัมป์สวนทางกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ยืนยันว่าการจัดประชามติเพื่อให้ไอร์แลนด์เหนือแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรยังไม่อยู่ในวาระการพิจารณา
  • ผู้นำพรรคการเมืองในไอร์แลนด์เหนือโต้ว่าอนาคตของพื้นที่ต้องตัดสินโดยประชาชนในท้องถิ่น ขณะที่การเยือนของทรัมป์ได้จุดชนวนการประท้วงต่อต้านอย่างหนัก
  • การแสดงความเห็นของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มที่ประเด็นการรวมชาติไอร์แลนด์ได้รับความสนใจมากขึ้นนับตั้งแต่ Brexit

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงจุดยืนสนับสนุนการรวมชาติไอร์แลนด์ระหว่างการเยือนกรุงดับลินเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่ "ยอดเยี่ยมมาก" ท่ามกลางกระแสการประท้วงอย่างหนักจากประชาชนในพื้นที่ซึ่งต่อต้านนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐ

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวขณะนั่งเคียงข้าง มิเชล มาร์ติน นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ว่า "ผมไม่อยากสร้างปัญหาหรอกนะ แต่ผมอยากบอกว่าผมคงยินดีมากหากได้เห็นไอร์แลนด์รวมชาติกัน ท้ายที่สุดมันจะต้องเกิดขึ้น... ผมคิดว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก แม้ว่าสหราชอาณาจักรคงจะมีประเด็นกับเรื่องนี้ก็ตาม" ขณะที่มาร์ตินปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวหรือแสดงความเห็นใดๆ ต่อคำกล่าวของผู้นำสหรัฐ

ท่าทีของทรัมป์สวนทางกับ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ อย่างชัดเจน โดยเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เบิร์นแฮมเพิ่งออกมาระบุว่า การลงประชามติเพื่อให้ไอร์แลนด์เหนือแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรนั้น "ไม่อยู่ในวาระการพิจารณา" ซึ่งภายหลังคำกล่าวของทรัมป์ โฆษกของเบิร์นแฮมได้ออกมายืนยันว่าจุดยืนของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในประเด็นนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเบิร์นแฮมประเมินว่าขณะนี้ยังไม่มีเสียงสนับสนุนจากประชาชนเพียงพอที่จะจัดการลงประชามติครั้งใหม่ได้

ด้าน กาวิน โรบินสัน ผู้นำพรรคสหภาพประชาธิปไตย (Democratic Unionist Party - DUP) ซึ่งเป็นพรรคสหภาพที่ใหญ่ที่สุดในไอร์แลนด์เหนือ ออกมาตอบโต้ทันทีว่า อนาคตตามรัฐธรรมนูญของไอร์แลนด์เหนือต้องตัดสินโดยประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่จากคำวิจารณ์ในลอนดอน ดับลิน หรือวอชิงตัน พร้อมย้ำว่าทรัมป์น่าจะรู้ดีกว่าใครว่าการเลือกตั้งนั้นมีความสำคัญ

ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขของข้อตกลงวันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday Agreement) หรือข้อตกลงเบลฟาสต์ ปี 1998 การลงประชามติแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรจะจัดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลอังกฤษเห็นสมควรเท่านั้น ข้อตกลงฉบับนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งรุนแรงทางนิกายศาสนาที่ยืดเยื้อมา 3 ทศวรรษ ระหว่างกลุ่มชาตินิยมคาทอลิกที่ต้องการรวมชาติไอร์แลนด์ กลุ่มผู้ฝักใฝ่สหภาพโปรเตสแตนต์ที่ต้องการอยู่กับสหราชอาณาจักร และกองทัพอังกฤษ

นอกจากการหารือระดับผู้นำรัฐบาลแล้ว ทรัมป์ยังได้เข้าพบ แคเธอรีน คอนนอลลี ประธานาธิบดีไอร์แลนด์คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีจุดยืนนโยบายต่างประเทศฝ่ายซ้าย โดยก่อนหน้านี้ในปี 2019 เธอเคยร่วมประท้วงการเยือนของทรัมป์ที่สนามบินแชนนอนมาแล้ว ในการเยือนครั้งนี้ ผู้สนับสนุนบางส่วนจึงเรียกร้องให้เธอออกมาต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐทั่วโลก และปกป้องความเป็นกลางของไอร์แลนด์

การเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐจุดชนวนให้เกิดการประท้วงต่อต้านสงครามและต่อต้านตัวเขาทั้งในกรุงดับลิน รวมถึงการนัดหมายชุมนุมใกล้สนามกอล์ฟของทรัมป์ในเมืองดูนเบก โดยสำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ชาวเมืองดับลินมองว่ารัฐบาลไอร์แลนด์ไม่ควรปูพรมแดงต้อนรับบุคคลที่เป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงในระดับโลก โดยเฉพาะการเอื้ออำนวยให้เกิดปฏิบัติการของอิสราเอลในฉนวนกาซาซึ่งบั่นทอนเสถียรภาพในตะวันออกกลางทั้งหมด นอกจากนี้ ประชาชนยังไม่พอใจกับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการรักษาความปลอดภัยให้ผู้นำสหรัฐ ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้น่าจะนำไปใช้แก้ปัญหาด้านสาธารณสุขและสังคมของประเทศได้มากกว่า

แม้ผลการสำรวจความคิดเห็นในปัจจุบันจะชี้ว่าประชาชนเสียงข้างมากในไอร์แลนด์เหนือยังคงพึงพอใจที่จะอยู่ในสหราชอาณาจักรต่อไป แต่แนวโน้มระยะหลังบ่งชี้ว่าช่องว่างของคะแนนเสียงดังกล่าวเริ่มแคบลงเล็กน้อย นับตั้งแต่อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้วาระการรวมชาติไอร์แลนด์ถูกขยับขึ้นมามีความสำคัญในหน้าการเมืองภูมิภาคมากยิ่งขึ้นในอนาคต