วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

ศึก AI สหรัฐ-จีน จากแข่งขันเทคโนโลยี สู่แรงกดดันให้ไทยเลือกข้าง

AI กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก ทำให้การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนช่วงนี้ นอกจากแข่งขันกันเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ยังรวมถึงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศ สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายช่วงชิง คือ การเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีนี้ และทำให้ประเทศต่างๆ พัฒนาเศรษฐกิจบนเทคโนโลยีของตน

KEY POINTS

  • การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ (ชิป) ไปจนถึงโมเดล AI โดยแต่ละฝ่ายมีจุดแข็งและใช้มาตรการกีดกันเพื่อสกัดกั้นความก้าวหน้าของอีกฝ่าย
  • ความขัดแย้งได้ขยายไปสู่การสร้างพันธมิตร โดยสหรัฐฯ ก่อตั้งกลุ่ม "Pax Silica" ขณะที่จีนผลักดัน "WAICO" เพื่อสร้างเครือข่ายและอิทธิพล ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องพิจารณาจุดยืนของตน
  • สำหรับประเทศไทยซึ่งยังไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มใดและยังไม่ถูกกดดันโดยตรง มีข้อเสนอแนะว่าไม่ควรเลือกข้าง แต่ควรมุ่งสร้าง "อธิปไตย AI" โดยพัฒนาโมเดลและข้อมูลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาและสร้างอำนาจต่อรองในอนาคต

การแข่งขันด้านเทคโนโลยีมี ตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ ที่สหรัฐฯ มีบริษัทออกแบบชิปอย่าง NVIDIA และ AMD รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ แต่ยังพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตข้ามประเทศ เช่น ชิป Blackwell ใช้เทคโนโลยีการผลิตของ TSMC จากไต้หวัน ขณะที่จีนเผชิญข้อจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูงบางประเภทจากสหรัฐ เพื่อไม่ให้สามารถพัฒนา AI ได้รวดเร็วเท่าเดิม จีนจึงเร่งพัฒนาชิปทางเลือกของตัวเอง อย่างชิป Ascend ของ Huawei พร้อมระบบเชื่อมต่อชิปจำนวนมากให้ทำงานร่วมกัน

แต่ขณะเดียวกัน จีนยังมีอำนาจต่อรองจากบทบาทสำคัญในการแปรรูปแร่หายาก ทั้งสองฝ่ายจึงต่างมีจุดแข็งและจุดพึ่งพา ทำให้ในบางครั้ง การสกัดกั้นการเข้าถึงชิปชั้นสูงจากสหรัฐ ก็ถูกตอบโต้จากจีนด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก

ด้านโมเดล AI เพิ่งเห็นบริษัทสหรัฐ อย่าง OpenAI และ Anthropic เปิดตัวโมเดลชั้นนำอย่าง GPT-6 หรือ Fable 5.1 ที่ฉลาดสูงมาก แต่ขณะเดียวกัน จีนมีบริษัทอย่าง DeepSeek, Alibaba และ Moonshot ซึ่งมีโมเดลชั้นนำอย่าง DeepSeek V4, Qwen 3.8 Max หรือ Kimi 3 ที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน สังเกตได้จากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพโมเดลจากสองค่ายนี้ เมื่อปี 2023 คะแนนห่างกันมากกว่า 50 จุด จนล่าสุดเห็นว่าตอนนี้เหลือเพียง 19 จุด

กลยุทธ์การขยายตลาดก็แตกต่างกัน บริษัทใหญ่ของสหรัฐฯ เน้นส่งออก AI ครบชุด ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ โมเดล ไปจนถึงแอปพลิเคชันและมาตรฐาน โดยควบคุมการใช้โมเดลต่าง ๆ เอง ส่วนการเผยแพร่โมเดลของจีนเน้นแนวทาง Open-weight คือการเปิดค่าน้ำหนักที่โมเดลเรียนรู้มาให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งและต่อยอดได้ตามเงื่อนไขของใบอนุญาต

อีกตัวอย่างหนึ่งของความขัดแย้งในเรื่องโมเดล คือ มีข่าวว่าทางสหรัฐ กล่าวหาบริษัทจีน รวมถึง Alibaba และ DeepSeek ว่าดึงความสามารถจากโมเดลอเมริกันไปฝึกระบบของตนในระดับอุตสาหกรรม ด้วยเทคนิค Distillation หรือการกลั่นความรู้ คือการใช้ผลลัพธ์จากโมเดลที่เก่งกว่าไปฝึกอีกโมเดลหนึ่ง คล้ายกับการเรียนรู้จากตัวอย่างคำตอบของครู เทคนิคนี้ช่วยสร้างโมเดลที่เล็กลงและประหยัดขึ้น

การแข่งขันยังเชื่อมโยงไปกับการจัดหาพันธมิตร ฝั่งสหรัฐฯ มี Pax Silica ซึ่งชื่อมาจากคำละติน แปลตรงตัวว่า “สันติภาพซิลิคอน” เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน AI ตั้งแต่วัตถุดิบ พลังงาน และชิป ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและโมเดล เป้าหมายที่ประกาศคือสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงที่ “ปลอดภัยและยืดหยุ่น” ลด “coercive dependencies” ซึ่งทุกคนอ่านออกว่าหมายถึงการลดการพึ่งพาจีน ประเทศที่เข้าร่วมมีสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และประเทศในเอเชีย อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อิสราเอล กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนในอาเซียนมีสิงคโปร์และฟิลิปปินส์

จีนเองก็เพิ่งผลักดัน World Artificial Intelligence Cooperation Organization หรือ WAICO ซึ่งมีผู้แทนจาก 29 ประเทศลงนามจัดตั้งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เน้นความร่วมมือด้าน AI การสร้างขีดความสามารถ และการประสานกติกา ประเทศสำคัญมีจีน รัสเซีย บราซิล แอฟริกาใต้ ปากีสถาน คาซัคสถาน และอุซเบกิสถาน โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้งจากอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ลาว และเมียนมา

WAICO วางตัวเองเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่เปิดกว้าง เน้น Open-weight การเสริมสร้างขีดความสามารถ และการลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประเทศต่าง ๆ เป็นภาพตรงข้ามกับ Pax Silica ที่จีนเรียกว่า “กีดกัน” ต้องยอมรับว่าจีนอ่านเกมได้ดี เพราะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีทางซื้อ GPU ระดับ Blackwell เป็นหมื่นตัว โมเดล Open-weight ที่ดาวน์โหลดได้ฟรีและชิป Huawei Ascend ที่จีนตั้งเป้าผลิตหลายแสนตัวในปีนี้ คืออีกทางเลือกหนึ่ง แต่ WAICO ยังไม่มีกลไกกำกับดูแลที่บังคับใช้ได้ และอาจกลายเป็นเวทีที่จีนใช้ขยายเครือข่ายศูนย์ความร่วมมือ AI ของตน มากกว่าจะเป็นองค์กรที่ประเทศอื่น ๆ เป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง

การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยังไม่เท่ากับการตัดความร่วมมือกับอีกฝ่ายในทุกเรื่อง แต่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานกลางเดือนสิงหาคม 2569 ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดทำร่างจดหมายถึง 35 ประเทศที่ลงนามใน AI Opportunity Statement เตือนว่าอาจถูกกันออกจาก Pax Silica หากเข้าร่วมกรอบคู่แข่งที่มีเงื่อนไขขัดกัน อย่างไรก็ตาม แต่รอยเตอร์ยังยืนยันไม่ได้ว่าจะส่งจดหมายเมื่อใด หรือเนื้อหาจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 35 ประเทศที่จะได้รับจดหมาย และไม่ได้เป็นสมาชิก WAICO เราจึงยังไม่ถูกบีบโดยตรง และผมชอบแนวทางของรัฐบาลที่ว่าประเด็นสำคัญ “ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการลดการพึ่งพาโดยรวม” เพราะนี่คือหัวใจของสิ่งที่เราเรียกว่า “อธิปไตย AI”

ทั้งนี้อธิปไตย AI ไม่ได้แปลว่าเราต้องสร้างทุกอย่างเอง เราไม่มีทางผลิตชิประดับชั้นนำได้ภายในสิบปีนี้ แต่อธิปไตย AI ที่ทำได้จริงคือการเป็นเจ้าของชั้นข้อมูลและชั้นโมเดลที่สะท้อนภาษาและวัฒนธรรมของเราเอง

เรามีโมเดลอย่าง ThaiLLM และ Pathumma LLM ที่ NSTDA และ BDI เทรนบนโทเคนภาษาไทยนับแสนล้าน ซึ่งถือเป็นก้าวที่ถูกทาง แต่ยังเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับเงินที่ไหลเข้าสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ของต่างชาติ และผมกังวลว่าเรากำลังพอใจกับการเป็น “ที่ตั้ง” ของ AI มากกว่าจะเป็น “ผู้สร้าง”

ประเทศที่จะไม่ถูกบังคับให้เลือกข้าง คือประเทศที่มีความสามารถมากพอที่จะเลือกได้เองว่าต้องการอะไรจากใคร ไม่ใช่ประเทศที่ซื้อจากทุกคนที่เข้ามาขาย ดังนั้น ในขั้นต้นเราอาจต้องพึ่งพา Open-weight Model ของทั้งสองมหาอำนาจ และนำมาติดตั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ก่อนที่จะขยายไปสู่การพัฒนาโมเดลของเราเองให้มีขนาดใหญ่และมีความสามารถมากขึ้น

การที่ไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อจดหมายฉบับนั้นคือโอกาส เพราะเรายังมีเวลาสร้างฐานให้ความเป็นกลางมีน้ำหนักจริง ด้วยการลงทุนด้านอธิปไตย AI อย่างจริงจัง ซึ่งอำนาจต่อรองของเราจะเพิ่มขึ้นตามความสามารถที่เราสร้างขึ้น

ไทยควรใช้ความร่วมมือจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทักษะของคน พร้อมรักษาความสามารถในการทำงานต่อไปได้เมื่อเงื่อนไขภายนอกเปลี่ยนแปลง ในวันที่มหาอำนาจต้องการให้เราเลือกข้าง ความพร้อมเหล่านี้จะช่วยให้ไทยสามารถเจรจาและตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของตนเอง