วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

มองภาพอนาคตร่วม ‘ไทย-ออสเตรเลีย’ ผ่านมุมมอง ทูต ‘พาโบล คัง’

ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังผันผวน หนึ่งในพันธมิตรสำคัญของไทยที่มีความสัมพันธ์มั่นคงและมีความร่วมมือกันรอบด้านมาอย่างยาวนาน ก็คือ “ออสเตรเลีย” ซึ่งการเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรีไทยล่าสุด แสดงให้เห็นถึงความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และยิ่งเห็นภาพอนาคตร่วมกันระหว่างสองประเทศได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เมื่อได้พูดคุยกับ “พาโบล คัง” เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยคนใหม่

พาโบล คัง” เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย จัดอาฟเตอร์นูนทีแบบสบายๆ เพื่อทำความรู้จักและพูดคุยกับสื่อมวลชนไทยถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเยือนออสเตรเลียครั้งแรกของนายกฯ ไทย ในรอบ 14 ปี

ทูตคังเล่าว่า การเยือนของนายกฯ อนุทิน สำหรับออสเตรเลียถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะไม่ใช่แค่การเยือนเพื่อประชุมอาเซียน-ออสเตรเลีย แต่เป็นการเยือนแบบทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างครอบคลุม โดยนายกฯ ไทย ได้เข้าพบผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์ และเข้าร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการกับแอนโทนี อัลบาเนเซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ณ กรุงแคนเบอร์รา 

ทูตยังได้เล่าถึงเบื้องหลังที่บางคนอาจยังไม่ทราบด้วยว่า นายกฯ ออสเตรเลียผู้ชื่นชอบดนตรีร็อกยุค 70s และ 80s และเคยเป็นดีเจในอดีต ได้มอบแผ่นเสียงไวนิลเก่าของวง Midnight Oil วงร็อกชื่อดังของออสเตรเลียในยุค 80s ให้แก่นายกฯ อนุทินเป็นของขวัญด้วย

นายกฯ ไทยได้เชิญนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเยือนไทยในปีหน้า ซึ่งจะเป็นปีครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และนายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบรับคำเชิญแล้ว นอกจากนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลียก็เพิ่งเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

“ผมคิดว่าจากการเยือนออสเตรเลีย เราได้เห็นความคืบหน้าอะไรหลายๆ อย่าง” ทูตคังกล่าว 

ออสเตรเลียอยากลงทุนในไทย

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและออสเตรเลียยังคงเหนียวแน่น ทูตคังเล่าว่า ในระหว่างเยือน ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทาน และการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน และความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

งานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. นี้ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทางการออสเตรเลียจะพานักลงทุนมาเยือนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในไทยและอาเซียน

“เรากำลังมองหาคณะผู้แทนลงทุนจากออสเตรเลียมาร่วมงานด้วย เพราะเรากำลังพยายามส่งเสริมการลงทุนจากออสเตรเลียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มากขึ้น และเราก็มีกองทุนบำเหน็จบำนาญขนาดใหญ่ในออสเตรเลีย เรียกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พวกเขามีสินทรัพย์ที่สามารถนำมาลงทุนได้มากมาย และตลาดออสเตรเลียนั้นเล็กเกินไปสำหรับทรัพย์สินหลายล้านล้านดอลลาร์”

เมื่อสื่อถามถึงอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียเล็งลงทุน ทูตตอบด้วยอารมณ์ขันว่า “ผมว่าน่าจะลงทุนในอุตสาหกรรมที่ได้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำ” ก่อนจะเสริมว่า ตอนนี้ออสเตรเลียเล็งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โซลาร์เซลล์ ที่จัดเก็บแบตเตอรี่ และโครงการพลังงานลมและน้ำ

มองภาพอนาคตร่วม ‘ไทย-ออสเตรเลีย’ ผ่านมุมมอง ทูต ‘พาโบล คัง’

ทูตคังกล่าวว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ที่เรียกว่า Export Finance Australia (EFF) ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนของออสเตรเลีย มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ส่งออกของออสเตรเลีย และช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุน

ล่าสุดธนาคารเพิ่งให้สินเชื่อแก่บริษัทกัลฟ์ เพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบจัดเก็บแบตเตอรี่ในประเทศไทย รวมมูลค่าโครงการประมาณ 130 ล้านดอลลาร์

ลงทุนดาต้าเซนเตอร์ต้องรอบคอบ

สำหรับการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับ 2 ประเด็นความเสี่ยง ได้แก่ 

1.พลังงาน เพราะออสเตรเลียมีเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 เช่นเดียวกับไทย ดังนั้นพลังงานที่ใช้ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานหมุนเวียน 

2.ลิขสิทธิ์เนื้อหา บริษัทเอไอมักขอให้มีข้อยกเว้นทางกฎหมายลิขสิทธิ์สำหรับการขุดข้อมูล (Data Mining Exemptions) แต่รัฐบาลออสเตรเลียไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมองว่าเจ้าของข้อมูลจำเป็นต้องได้รับการชดเชยหรือคุ้มครองอย่างเหมาะสม

“ผมทราบว่ามีศูนย์ข้อมูลของออสเตรเลียหลายแห่งที่สนใจประเทศไทย ผมคิดว่าในขณะนี้นโยบายของประเทศไทยเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งก็สมเหตุสมผล ทุกคนกำลังพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด แต่ในฐานะนักลงทุนที่มีศักยภาพ สิ่งต่างๆ ค่อนข้างซับซ้อน คุณต้องติดตามดูว่านโยบายจะไปในทิศทางใด” ทูตกล่าว 

อย่างไรก็ดี ทูตเสริมว่า ปีหน้ากูเกิล (Google) เตรียมเปิดใช้งานเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมต่อประเทศไทยกับออสเตรเลียโดยตรง ซึ่งสายเคเบิลจะทอดยาวจากสตูลทางตอนใต้ของประเทศไทย ไปยังทางใต้ของเมืองเพิร์ธในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ทูตคาดว่านี่อาจเป็นแนวทางช่วยกระตุ้นการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ได้

ความท้าทายสำหรับนักลงทุน

เมื่อสื่อถามถึงแนวทางที่ไทยจะช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนของต่างชาติ ทูตกล่าวว่าประเด็นที่นักลงทุนออสเตรเลียนึกถึงเรื่องแรกคือ การถือครองธุรกิจของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะเรื่องการตีความและการบังคับใช้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act) ปัจจุบันรัฐบาลไทยกำลังเข้มงวดกับการปราบปราม โครงสร้างธุรกิจแบบนอมินี (nominee) แต่ภาคธุรกิจออสเตรเลียมองว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยตีความว่าเป็นโครงสร้างนอมินี อาจไม่ตรงกับคำแนะนำทางกฎหมายที่บริษัทต่างชาติได้รับ จึงยังเป็นประเด็นที่ต้องการความชัดเจนและต้องหารืออย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ 2 เรื่อง ภาคบริการ แม้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับออสเตรเลีย และมีข้อตกลงนี้มานาน 21 ปี แล้ว ทั้งยังทำได้ค่อนข้างดีในเรื่องการค้าสินค้า แต่ในด้านภาคบริการ ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เช่น การทำธุรกิจบริการด้านกฎหมาย บัญชี และที่ปรึกษาบางประเภท ยังคงกำหนดให้ต้องมีผู้ถือหุ้นไทยเป็นสัดส่วนใหญ่ ดังนั้น ภาคธุรกิจออสเตรเลียจำนวนหนึ่งต้องการเห็นการเปิดเสรีภาคบริการมากขึ้น

ความร่วมมือด้านความมั่นคง

นอกจากด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว ทูตคังเผยว่า ในการเยือนออสเตรเลียผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงร่วมมือกันจัดการกับแก๊งคอลเซนเตอร์ออนไลน์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ พร้อมตกลงจัดตั้ง “กลไกการประชุมร่วมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นครั้งแรก” เนื่องจากออสเตรเลียและไทยมีความสัมพันธ์ทางทหารที่ใกล้ชิดมานาน และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเคยศึกษาที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน (Duntroon) ด้วย 

สำหรับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและบุหรี่เถื่อนข้ามชาติ ออสเตรเลียได้ช่วยสนับสนุนสุนัขตรวจค้นแก่กรมศุลกากรไทยที่สนามบิน เนื่องจากพบกรณีการลักลอบขนยาเสพติดจากไทย ออสเตรเลียจึงสนับสนุนด้านการป้องกันและปราบปรามร่วมกับไทยมากขึ้น

ประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ทูตคังให้ความเห็นในประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และกระบวนการประนอมข้อพิพาททางทะเล (UNCLOS) ว่า รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนทั้งไทยและกัมพูชามาโดยตลอด เพื่อให้สองประเทศได้เปลี่ยนข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบาง ให้กลายเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืนและยาวนานมากขึ้น

“ผมคิดว่าสิ่งนี้มาพร้อมกับมาตรการสร้างความเชื่อมั่น และผมคิดว่าท่านทูตคูเปอร์จะมีบทบาทสำคัญในส่วนนี้ เธอเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของผม และเธอมีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับประเด็นกฎหมายทางทะเล”

ความร่วมมือในอนาคตอันใกล้

ทูตคังกล่าวว่า ออสเตรเลียสนับสนุนเป้าหมายไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ภายในปี 2028 อย่างเต็มที่ และจะจัดกิจกรรมรวมกลุ่มตัวแทนภาครัฐและเอกชนไทยกว่า 50 คนที่เคยไปศึกษาดูงานในออสเตรเลีย ขณะที่เลขาธิการโออีซีดีมีกำหนดการเยือนไทยในเดือนพฤศจิกายนนี้ด้วย

ส่วนความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม รัฐมนตรีวัฒนธรรมไทยได้หารือกับรัฐมนตรีศิลปะออสเตรเลีย และคาดว่าภายในปีหน้าอาจได้เห็นความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างสถาบันต่างๆ นอกจากนี้ บริษัท Asset World Corporation (AWC) ของไทย กับพิพิธภัณฑ์ศิลปะเก่าและใหม่ (Museum of Old and New Art หรือ MONA ในรัฐแทสเมเนีย) เพิ่งลงนามความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้า

เป็นมิตร หลากหลาย รุ่มรวยวัฒนธรรม

ก่อนจากกัน สื่อมวลชนขอให้ทูตบอกเล่าความประทับใจในประเทศไทย หลังจากปฏิบัติหน้าที่ในไทยได้ 2 เดือน ทูตคังพูดคำแรกขึ้นมาทันทีว่า “Friendly” (เป็นมิตร) ทูตบอกว่าคนไทยมีความเป็นมิตร พร้อมช่วยเหลือแม้เป็นคนแปลกหน้า ภริยาทูตเคยได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยตอนที่หลงทางและเธอประทับใจมาก คำที่สองทูตเลือก “Diverse” (มีความหลากหลาย) เมื่อมาเยือนประเทศไทย ทูตสัมผัสได้ถึงความหลากหลายอย่างชัดเจน แม้ยังไม่มีโอกาสเดินทางออกไปต่างจังหวัดมากนัก และคำสุดท้าย Rich (ความรุ่มรวย) ทูตบอกว่าประเทศไทยมีความรุ่มรวยในมิติของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศาสนาที่มีความลึกซึ้ง

สำหรับเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ทูตกล่าวพร้อมหัวเราะเล็กน้อยว่า “ผมคิดว่าทูตทุกคนคงจะพูดเหมือนกันหมด นั่นก็คือการเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น” ก่อนกล่าวเสริมพร้อมยิ้มกว้างว่า

ออสเตรเลียโชคดี มีส่วนร่วมกับไทยในหลายๆ ด้าน สถานทูตออสเตรเลียที่นี่เป็นหนึ่งในสถานทูตที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ของการมีเครือข่ายทั่วโลก เพราะมีหน่วยงานมากมายเข้ามามีส่วนร่วม และดูแลผลประโยชน์ร่วมกันในหลายมิติ 

“ผมไม่ได้จำกัดอยู่แค่การให้ความสำคัญกับประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเรามีขอบเขตที่กว้างขวางมาก ซึ่งนั่นเปิดโอกาสให้ผมได้ผลักดันประเด็นต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้น”