หนึ่งวันสั่งลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ ทรัมป์เผย ผู้นำเกาหลีเหนือตอบสนองท่าทีของตนที่สั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้แล้ว
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ทำเนียบขาวไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือมากเหมือนสมัยแรก ที่สองผู้นำได้พบกันและแลกเปลี่ยนจดหมายถึงกัน แต่ประธานาธิบดีสหรัฐส่งสัญญาณบ่อยครั้งว่าสนใจรื้อฟื้นการติดต่อโดยตรงกับผู้นำเกาหลีเหนือ
เมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ที่ห้องทำงานรูปไข่ว่า ทำไมคิมถึงไม่ตอบสนองความพยายามกลับไปมีปฏิสัมพันธ์อีกครั้งของเขา ทรัมป์กล่าวโดยไม่เผยรายละเอียด “เขาตอบแล้ว”
รอยเตอร์สอบถามไปที่ทำเนียบขาวและคณะผู้แทนเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติในนครนิวยอร์กยังไม่ให้ความเห็น
ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ (16 ส.ค.) ทรัมป์สั่งการให้กระทรวงกลาโหม “ลดขนาด” การฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้ พันธมิตรยาวนานในเอเชียลงอย่างมาก โดยอ้างถึงค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมและการที่โซลปฏิเสธที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการต่อต้านอิหร่าน ขณะที่เกาหลีเหนือประณามการฝึกซ้อมดังกล่าวว่าเป็นการเตรียมการทำสงคราม
ความสัมพันธ์ระหว่างคิมและทรัมป์เป็นวาระสำคัญในช่วงวาระแรกของทรัมป์ ทั้งสองฝ่ายได้จัดการประชุมสุดยอดในปี 2018 และ 2019 ก่อนที่การเจรจาจะล้มเหลวจากปัญหาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ปัจจุบันเกาหลีเหนือถูกคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติเพราะอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
ปีที่แล้ว คิม โย จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของคิม ยอมรับว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างพี่ชายของเธอกับทรัมป์นั้น “ไม่เลว” แต่หากรัฐบาลวอชิงตันตั้งใจจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหนทางยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเปียงยาง ความพยายามนั้นก็จะเป็นเพียงเรื่อง “น่าหัวเราะเยาะ” เท่านั้น
นับตั้งแต่ทรัมป์และคิมพบกันครั้งล่าสุดในปี 2019 เกาหลีเหนือได้กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน กองทัพเกาหลีเหนือร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในการรุกรานยูเครน รัฐบาลเคียฟกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ขีปนาวุธที่ผลิตในเกาหลีเหนือถูกรัสเซียใช้ในการโจมตีโรงงานเหล็กในเมืองซาโปริชเชีย
รัฐบาลทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์การสนับสนุนรัสเซียทางทหารในยูเครนของเกาหลีเหนือมาหลายครั้ง แต่เมื่อวันจันทร์ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “คิม จองอึน ปฏิบัติต่อผมด้วยความเคารพอย่างยิ่งเสมอมา ผมเข้าใจเขา เขาเข้าใจผม”
ล่าสุดวันนี้ (18 ส.ค.) ที่กรุงเปียงยาง สำนักข่าวของทางการเกาหลีเหนือรายงานอ้างคำพูดนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ที่ส่งสารถึงนายโช ซนฮุย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือว่า เกาหลีเหนือและรัสเซียกำลังร่วมมือกันเพื่อสถาปนา “ระเบียบโลกใหม่อันชอบธรรม” รายงานข่าวไม่ได้กล่าวถึงทรัมป์แต่อย่างใด
เปิดมุมมองนักวิเคราะห์
เหล่านักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้เกาหลีเหนือจะแสดงท่าทีเย็นชาต่อข้อเสนอของทรัมป์ และคิม จองอึนจะมีสถานะแข็งแกร่งขึ้นมากนับตั้งแต่การประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด แต่การพบกันอีกครั้งระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยังเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม วิกเตอร์ ชา หัวหน้าโครงการเกาหลี ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ กลุ่มคลังสมองในวอชิงตัน ไม่คิดว่าเกาหลีเหนือจะตอบสนองทันที
“ผมคิดว่าพวกเขาจะรอดูจังหวะและรออีกสักหน่อย” เขากล่าวและว่า แรงจูงใจส่วนหนึ่งของทรัมป์ในการหยิบยกเรื่องเกาหลีเหนือขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาของเขากับสงครามอิหร่าน แม้ว่าเขาจะสนใจที่จะพบกับคิมอีกครั้งอย่างชัดเจนก็ตาม
แอนดรูว์ โหยว จากสถาบันบรูคกิงส์ในวอชิงตันกล่าวว่าการพบกันจะเป็นประโยชน์ต่อคิม
“บางคนบอกว่าไม่มีเหตุผลว่าทำไมคิม จองอึนถึงอยากพบกับทรัมป์ เพราะตอนนี้เขามีรัสเซียและจีนเป็นพวก แต่ในทางกลับกัน ผมรู้สึกว่าเขาไม่มีอะไรจะเสียเมื่อได้พบกับทรัมป์เพราะเขามีรัสเซียและจีนเป็นพวก” เขากล่าว
“สำหรับคิมแล้ว จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของชื่อเสียง การได้พบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง เป็นเรื่องของชื่อเสียงและสถานะ” โหยวกล่าว
“รอแต่จังหวะเวลาเท่านั้น และจังหวะเวลาใดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคิม จองอึน”
ด้านซิดนีย์ ไซเลอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐประจำเกาหลีเหนือ กล่าวว่า การกระทำล่าสุดของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาเคยระงับการฝึกซ้อมรบ Ulchi Freedom Guardian ครั้งใหญ่ ในปี 2018 เพื่อส่งเสริมการเจรจากับคิม จองอึน
“แน่นอนว่ามันไม่ได้ทำให้เราได้อะไรมากมายในตอนนั้น แต่ผมก็ไม่คิดว่าเราเสียอะไรไปมากนักเช่นกัน” ไซเลอร์สรุป
ที่มา: รอยเตอร์





