เช้าวันจันทร์ (17 ส.ค.) สหรัฐและเกาหลีใต้กำลังเริ่มการซ้อมรบประจำปี Ulchi Freedom Shield ระยะเวลา 10 วัน แต่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้นกลับเจอเรื่องช็อกจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ทรัมป์ โพสต์ทรูธโซเชียลเมื่อวันอาทิตย์ (16 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า แม้สายเกินไปที่จะยกเลิกการฝึกทั้งหมด แต่ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เขา “ไม่ปลื้ม” กับการที่สหรัฐเคยเห็นชอบร่วมซ้อมรบกับเกาหลีใต้ในครั้งก่อนๆ จึงสั่งการกระทรวงกลาโหม “ลดขนาดการซ้อมรบร่วมลงอย่างมาก”
“การซ้อมรบเหล่านี้ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย... แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์อย่างชัดเจนต่อประเทศที่ตลอดระยะเวลาที่โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมานั้น ไม่เคยถูกคุกคามและได้รับความเคารพ” ทรัมป์โพสต์โดยอ้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำเกาหลีเหนือ
ไม่เพียงเท่านั้นทรัมป์ยังกล่าวถึงจุดยืนของเกาหลีใต้ต่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านด้วย
“แม้จะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง (?) แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้ถามประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ว่าพวกเขาต้องการเข้าร่วมกับเราในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านหรือไม่ พวกเขากล่าวว่า ‘ไม่ ขอบคุณ!’” ทรัมป์โพสต์
รู้จัก Ulchi Freedom Shield
การซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลเปียงยางกับมอสโกใกล้ชิดกันมากขึ้นทุกขณะ เกาหลีเหนือให้การสนับสนุนทางทหารแก่รัสเซียทำสงครามกับยูเครน
ด้านทางการโซลแถลงเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การซ้อมรบระยะเวลา 10 วันที่ใช้ทหารเกาหลีใต้ประมาณ 18,000 นายมีเป้าหมายรับมือภัยคุกคามใหม่จากเกาหลีเหนือ และแม้ทรัมป์โพสต์เช่นนั้น กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ยืนยันว่าการซ้อมรบร่วมจะเดินหน้าต่อไปตามที่ประกาศไว้
พันเอกไรอัน โดนัลด์ โฆษกของกองบัญชาการร่วมสหรัฐ-เกาหลีใต้ กล่าวว่า การซ้อมรบครั้งนี้เน้นการทำสงครามโดรน การป่วนจีพีเอส การโจมตีไซเบอร์ และจำลองการสู้รบกับทหารเกาหลีเหนือที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชนจากการประจำการในสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ที่ผ่านมา รัฐบาลเปียงยางประณามการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้เสมอว่าเป็นการเตรียมพร้อมรุกราน และมักตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธ กองทัพเกาหลีใต้และญี่ปุ่นแถลงว่า วันพุธสัปดาห์ก่อน (12 ส.ค.) เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธหนึ่งลูกจากชายฝั่งตะวันออกสู่ทะเลญี่ปุ่น โดยเมื่อวันที่ 6 ส.ค. เปียงยางก็ได้ยิงขีปนาวุธพิสัยสั้นแบบนี้มาแล้ว
ทดสอบจุดยืนสหรัฐ
สหรัฐกับเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรทางทหารใกล้ชิดกันมานานกว่า 70 ปี รัฐบาลวอชิงตันส่งทหารไปประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ราว 28,500 นาย เพื่อเสริมแกร่งท่ามกลางภัยคุกคามทางทหารจากเปียงยาง ผลพวงจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ที่จบลงด้วยการหยุดยิงแต่ไม่มีการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพต่อกัน
การตัดสินใจของทรัมป์ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้พันธะทางทหารเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ อาจก่อให้เกิดความกังวลในหมู่พันธมิตรเอเชียแปซิฟิกอย่างญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ทั้งสองประเทศต่างมีสนธิสัญญาความมั่นคงกับสหรัฐแต่ก็เลือกไม่ยุ่งเกี่ยวในความขัดแย้งอิหร่าน
“ญี่ปุ่นกังวลแน่นอน ถ้าเรื่องนี้มาจากประเด็นอิหร่าน พวกเขาก็เสี่ยง เนื่องจากไม่ปรารถนาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย” อดัม ฟาร์ราร์ อดีตผู้อำนวยการสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ดูแลประเด็นเกาหลีทั้งในรัฐบาลทรัมป์และรัฐบาลไบเดนให้ความเห็น
“ไม่ว่าเหตุผลคือเรื่องใด การตัดสินใจวินาทีสุดท้ายแบบนี้จะทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐต่อพันธมิตรเอเชีย และอาจส่งผลต่อการป้องปราม” ฟาร์ราร์กล่าว
ไม่มีความหมายต่อเกาหลีเหนือ
เลฟ-เอริค อีสลีย์ อาจารย์ด้านการต่างประเทศศึกษา จากมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวาในกรุงโซล กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การลดขนาดการซ้อมรบจะ “ทำลายการประสานงานของพันธมิตร ชะลอขั้นตอนที่เกาหลีใต้จะรับผิดชอบด้านการป้องกันประเทศของตนเองมากขึ้น และลดทอนอำนาจในการป้องปรามความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในเอเชีย”
“การลดขนาดช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไม่มาก ขณะที่ผลประโยชน์ทางการทูตจากการมีความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือนั้นยังไม่แน่นอน” นักวิชาการรายนี้กล่าวเสริม
ลิม อึลชึล ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยคย็องนัม กล่าวในทำนองเดียวกันว่า เปียงยางน่าจะไม่ขยับจากคำประกาศของทรัมป์
“ฝ่ายเหนือจะมองว่ามีความหมายก็ต่อเมื่อยกเลิกการซ้อมรบร่วมไปเลย แค่ลดขนาดการซ้อมจึงไม่น่าจะมีความหมายอะไร ผมไม่คิดว่าคิม จองอึนจะมีปฏิกิริยาใด ๆ ออกมาในเรื่องนี้” ลิม กล่าว
เกาหลีใต้ชวนยุติสงคราม
น่าสังเกตว่า เมื่อวันเสาร์ (15 ส.ค.) ประธานาธิบดีอี แจมย็อง ของเกาหลีใต้ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกการปลดแอกเกาหลีจากการปกครองอาณานิคมของญี่ปุ่นระหว่างปี 1910-1945 โดยเสนอกับเกาหลีเหนือให้ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ
“ขอให้เราละทิ้งเจตนาที่จะข่มขู่ซึ่งกันและกัน และเริ่มต้นการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานในฐานะภาคีที่เกี่ยวข้องโดยตรง”
“ด้วยวิธีการนี้ เราอาจค้นพบหนทางหยุดยั้งเกาหลีเหนือจากการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ต่อไปได้ด้วย” ประธานาธิบดีอีกล่าว เขาเป็นผู้นำสายพิราบ นับตั้งแต่รับตำแหน่งในรัฐบาลโซล เมื่อเดือน มิ.ย.2025 ก็แสดงท่าทีตรงข้ามกับประธานาธิบดียุน ซ็อกยอลที่เป็นสายเหยี่ยว อีเสนอเจรจากับเปียงยางโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า
ในเดือน ก.ค. รัฐมนตรีกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ถึงขนาดอ้างว่า รัฐบาลโซลเลิกให้ความสำคัญกับการระดมกดดันฝ่ายเหนือละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์แล้ว หันมาเน้นให้เปียงยางหยุดขยายกิจกรรมนิวเคลียร์แทน
ล่าสุดหลังประธานาธิบดีสหรัฐประกาศลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ สำนักประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงในวันจันทร์ หวังว่าเคมีที่เข้ากันระหว่างทรัมป์กับคิมจะทำให้พวกเขากลับมาคุยกันได้
“รัฐบาลกำลังติดตามข้อความบนโซเชียลมีเดียของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันนี้อย่างใกล้ชิด และหวังว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างผู้นำของสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือจะนำไปสู่การเจรจาที่มีความหมาย”
ทรัมป์เองก็เคยกล่าวกับอีตอนพบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อปีก่อนว่า อยากพบกับคิมอีกครั้งเพื่อหารือสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี เช่นเดียวกับอีที่เคยเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ว่า สองชาติเกาหลีต้องมาคุยกันเรื่องการยุติสงคราม
จากบริบทแวดล้อมที่กล่าวมา คำประกาศลดขนาดการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ของทรัมป์ให้ภาพเกาหลีเหนือที่แตกต่างกัน ภาพหนึ่งคือโสมแดงกำลังใกล้ชิดรัสเซียทุกขณะ ถึงขนาดส่งทหารเกาหลีเหนือไปช่วยรบแลกกับความช่วยเหลือด้านอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีจากรัสเซีย ยิ่งตอนนี้เกาหลีเหนือประกาศเป็นรัฐนิวเคลียร์สถานะที่ไม่อาจย้อนคืนได้ หากสหรัฐลดขนาดการซ้อมรบจะทำให้เกาหลีใต้เสี่ยงมากขึ้น
แต่หากมองอีกมุมเกาหลีใต้ภายใต้ประธานาธิบดีอี เปลี่ยนแนวทางชวนพูดคุยยุติสงคราม เป็นไปได้หรือไม่ว่า สถานการณ์ความมั่นคงมีแนวโน้มดีขึ้น แล้วอย่างนั้นสหรัฐจะสิ้นเปลืองงบประมาณซ้อมรบไปทำไม นี่อาจเป็นชนวนให้ทรัมป์ประกาศลดขนาดในนาทีสุดท้าย



