แม้สิงคโปร์จะเริ่มต้นพัฒนาประเทศด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างมาก แต่ผู้นำและประชาชนสิงคโปร์มีวิธีคิดและวิสัยทัศน์ที่ไร้ขีดจำกัด นี่คือ "เกาะมหัศจรรย์" ของโลกอย่างแท้จริง
ถ้าใครเพิ่งไปดูหนังฟอร์มยักษ์ The Odyssey คงเห็นภาพการเดินทางของพระเอกผ่านเกาะมหัศจรรย์ต่างๆ ที่มีทั้งเกาะที่มียักษ์ตาเดียว เกาะของพรายน้ำผู้เลอโฉม หรือเกาะที่มีแม่มดที่เปลี่ยนคนให้เป็นสัตว์ได้... แต่จะถ้าจะพูดถึงเกาะมหัศจรรย์ในโลกของความเป็นจริง คงจะต้องยกให้ "สิงคโปร์"เป็นเกาะมหัศจรรย์ดังกล่าว
สิงคโปร์เป็นเกาะขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 730 ตร.กม. ใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตเรานิดหน่อย ระยะทางจากเหนือจรดใต้ประมาณ 27 กม. และตะวันออกจรดตะวันตกประมาณ 50 กม. แต่เกาะเล็กๆ แห่งนี้ ที่เพิ่งฉลอง การได้รับอิสรภาพครบ 60 ปีไปเมื่อปีที่แล้ว และเพิ่งมีนายกรัฐมนตรีเพียง 4 คน กลับมีระดับการพัฒนาเมืองที่น่ามหัศจรรย์ใจในหลายมิติ
ถ้าดูสถิติในภาพกว้างของทั้งโลก สิงคโปร์เป็นเบอร์หนึ่งเรื่องความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เป็นเบอร์หนึ่งของพาสปอร์ตที่มีอิทธิพลมากที่สุด เป็นเบอร์หนึ่งด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ เป็นเบอร์หนึ่งด้านศักยภาพการศึกษาของเยาวชนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน รวมถึงสถิติเบอร์หนึ่งในอีกหลายเรื่อง... และถ้าจะนับถึงการเป็น Top 5 ของโลกก็จะมีอีกหลายด้านจนนับไม่ไหว
แต่ถ้าไม่ต้องมองสถิติให้ปวดสมอง ใครที่มาเดินบนถนนของสิงคโปร์ จะเข้าใจว่าสถิติเหล่านั้นมีพื้นมาจากวิธีคิดที่มุ่งเน้นความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ความมีระเบียบวินัย ความโปร่งใส และการวางแผนระยะยาว ทั้งโดยรัฐบาลและคนสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากหลากหลายเรื่องราว
เรื่องที่เห็นได้ง่ายใกล้ตัวหน่อย คือแม้จะเป็นเกาะที่น้ำจืดมีจำกัด แต่ในสิงคโปร์จะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ทั่วเมือง และทุกต้นได้รับการดูแลอย่างดี เติบโตอย่างเป็นระเบียบ มีนักพฤกษศาสตร์คอยดูแลสุขภาพของต้นไม้ทุกต้น ทั้งที่อยู่ริมถนน หรือในสวนสาธารณะ ต้นไหนต้องการปุ๋ยต้องการน้ำ ก็จะถูก track อย่างเป็นระบบ เมื่อกิ่งใหญ่ขึ้นก็จะไม่ถูกตัดแบบไร้ทิศทางหรือขาดความรู้ หรือแม้แต่พุ่มไม้ขนาดเล็กที่อยู่เกาะกลางถนน หรือริมทางเท้า ดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าได้รับการดูแลอยู่ตลอดเวลา ทรงพุ่มเป็นระเบียบ รอบ ๆ โคนต้นก็สะอาดเรียบร้อย
สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่ถูกขนานนามว่าเป็น The little red dot ด้วยความที่มีขนาดเล็กมากจนแผนที่หรือลูกโลกของหลายเวอร์ชัน เวลาวาดสิงคโปร์ เลยทำเป็นแค่จุดแดงๆ ไว้เท่านั้น แต่เกาะเล็กๆ แห่งนี้มีเรื่องน่าสนใจอีกหลายเรื่องมาก
คนที่เคยมาเที่ยวสิงคโปร์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว และได้ไปเที่ยวที่ต่างๆ เช่น ไนท์ซาฟารี สวนนก Bird Paradise หรือเกาะเซ็นโตซ่า แล้วกลับมาเที่ยวใหม่ จะเห็นว่าสถานที่ต่างๆ ที่เคยไป ยังได้รับการบำรุงรักษาไว้อย่างดี หรือสถานที่ที่สร้างใหม่แล้วได้รับความนิยม เช่น Gardens by the Bay หรือ The Jewel ใกล้สนามบิน หรือ Marina Bay Sands ก็สร้างขึ้นโดยแนวคิดแห่งความยั่งยืนทั้งสิ้น มองเห็นได้เลยว่า ถ้ากลับมาที่เหล่านี้อีก 20 ปีข้างหน้าก็จะยังมีสภาพดีไม่ต่างจากวันนี้
ความพยายามในการกักเก็บน้ำบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ก็น่าทึ่งไม่น้อย โดยสิงคโปร์มีอ่างเก็บน้ำถึง 17 แห่ง คนที่เคยไป Gardens by the Bay แล้วมองลงมาเห็นผืนน้ำขนาดใหญ่อาจเข้าใจผิดว่าเป็นทะเล แต่จริง ๆ แล้วคืออ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ใกล้ตัวเมือง นอกจากอ่างเก็บน้ำแล้วสิงคโปร์ยังมีโรงงานทำน้ำทะเลเป็นน้ำจืดอีก 5 แห่ง และยังมีนโยบายระยะยาวในการเพิ่มเติมน้ำจืดบนเกาะซึ่งตั้งเป้าว่าภายในปี 2061 หรืออีก 35 ปีข้างหน้า จะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำจืดที่ซื้อจากมาเลเซียอีกต่อไป
ในมุมของการใช้ชีวิตผู้คน สิงคโปร์ก็คิดอย่างรอบคอบ เวลาพูดถึงนโยบายต่อประชาชน ภาครัฐก็มักใช้คำว่า communities ซึ่งสะท้อนวิธีคิดการให้นโยบายเข้าถึงชุมชนในประเทศที่มีหลากหลายทั้งเชื้อชาติและศาสนา มี facility สำหรับคนพิการอยู่ทั่วไป โดยมีแนวคิดให้คนพิการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ๆ ได้อย่างปกติมากที่สุด หรือหากเราไปในร้านอาหาร สิ่งที่พบเห็นชินตาก็คือการมีบริกรหรือพนักงานทำความสะอาดเป็นคนสูงอายุ เพราะรัฐส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้ยังทำงานหาเงินเองได้ ทั้งเพื่อเป็นการลดภาระของครอบครัว ได้ออกกำลังวังชา และแถมเป็นการสร้าง self esteem ให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ด้วย พนักงานสูงอายุเหล่านี้เวลาเสิร์ฟก็อาจจะช้าและเงอะๆ งะๆ เล็กน้อย แต่ผู้ใช้บริการก็พร้อมรอด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ
เรื่องความสะอาดบนเกาะสิงคโปร์ก็ไม่ต้องพูดถึง สิงคโปร์ยังมีนโยบายห้ามขายหมากฝรั่ง (ที่คนชาติอื่นมักแซวคนสิงคโปร์ด้วยความขบขัน) แต่จริงๆ แล้วจะมีหมากฝรั่งขายหรือไม่ก็ตาม ถนนหนทางของสิงคโปร์ก็สะอาดเรียบร้อยมากถึงมากที่สุด นานๆ จะพบเห็นเศษกระดาษตกริมถนน ที่ดูแล้วคงพลัดจากมือเจ้าของด้วยความไม่ตั้งใจ มากกว่าเจตนาจะทิ้งให้ไม่ลงถังขยะ
แม้จะเริ่มต้นพัฒนาประเทศด้วยทรัพยากรที่จำกัดอย่างมาก แต่ผู้นำและประชาชนสิงคโปร์มีวิธีคิดและวิสัยทัศน์ที่ไร้ขีดจำกัด สามารถสร้างประเทศจากศูนย์ จนเป็นประเทศอันดับต้นของโลกในช่วงอายุคนรุ่นเดียว แม้สถานที่ต่างๆ จะเป็นของ man-made ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่พระเจ้าบันดาลให้ แต่คนสิงคโปร์ก็ make สิ่งเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน..นี่คือเกาะมหัศจรรย์ของโลกอย่างแท้จริง



