วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘มาร์กอส’ เล็งฟื้นแผน ‘พลังงานนิวเคลียร์’ กู้วิกฤตค่าไฟ ‘ฟิลิปปินส์’ แพงสุดในภูมิภาค

สำนักข่าว Channel News Asia รายงานว่า ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ เผยแนวคิดเตรียมรื้อฟื้นโครงการพลังงานนิวเคลียร์กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าที่แพงที่สุดในภูมิภาคและวิกฤตเงินเฟ้อซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลาง หลังจากที่รัฐบาลเพิ่งประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติไปเมื่อช่วงต้นปี ท่ามกลางความพยายามผลักดันมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และแรงกดดันจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ประธานาธิบดีมาร์กอสได้แถลงนโยบายประจำปีต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาฟิลิปปินส์ โดยหยิบยกประเด็นค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ โดยระบุว่า "อาจถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวนเรื่องการผลิตพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง" พร้อมให้คำมั่นว่าจะดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเตรียมอธิบายถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับเพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง

ฟิลิปปินส์เคยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บาตาอัน (Bataan Nuclear Power Plant) จนแล้วเสร็จเป็นแห่งเดียวในประเทศช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่กลับไม่เคยถูกเปิดใช้งานเลยเนื่องจากเผชิญปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและข้อกังวลด้านความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาฟิลิปปินส์ได้เริ่มเปิดการเจรจาเชิงสำรวจ (Exploratory talks) ด้านพลังงานนิวเคลียร์กับหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฝรั่งเศส รัสเซีย รวมถึงสหรัฐ

แม้มาร์กอสจะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับแผนงานดังกล่าว แต่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ฟิลิปปินส์เพิ่งประกาศข้อตกลงร่วมกับสหรัฐ ในการจัดฝึกอบรมบุคลากรชาวฟิลิปปินส์เกี่ยวกับการก่อสร้างและการดำเนินงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

คาร์โล อาร์ซิลลา อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ฟิลิปปินส์ ให้ความเห็นว่า การนำประเด็นพลังงานนิวเคลียร์กลับมาพิจารณาอีกครั้งถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง โดยชี้ว่าแม้ประเทศจะมีแหล่งพลังงานน้ำและพลังงานความร้อนใต้พิภพ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังจะเห็นได้จากการเกิดปัญหาไฟดับ โดยเฉพาะในภูมิภาควิซายัส (Visayas) ทางตอนกลางของประเทศซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่กว่า 20 ล้านคน พร้อมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเร่งผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม ชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน เพื่อควบคุมค่าไฟไม่ให้พุ่งสูงขึ้น ในช่วงที่การขนส่งก๊าซได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะสงคราม

นอกเหนือจากประเด็นพลังงาน มาร์กอสยังได้ประกาศมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้ให้กับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 350,000 เปโซ หรือราว 5,670 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับเพดานขึ้นจากเกณฑ์เดิมที่ 250,000 เปโซ

ทว่า ในขณะที่ผู้นำฟิลิปปินส์กำลังแถลงนโยบาย ห่างออกไปเพียง 3 กิโลเมตรจากอาคารรัฐสภา กลุ่มผู้ประท้วงราว 3,000 คนได้รวมตัวกันโบกป้ายผ้าและเรียกร้องให้มีการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมปลอม ซึ่งคาดว่าสร้างความเสียหายต่อเงินภาษีของประชาชนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยปัจจุบันมาร์กอสมีคะแนนนิยมอยู่ที่ 38% ตามผลโพลล่าสุด

มาร์กอสประกาศว่ากระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินการต่อไป พร้อมยืนยันว่า มาร์ติน โรมวลเดซ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง จะต้องถูกดำเนินคดีในเร็วๆ นี้ "แม้ว่าเรื่องนี้จะสร้างความเจ็บปวดให้ผม แต่เราต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง"

ท่าทีและคำมั่นสัญญาของผู้นำฟิลิปปินส์กลับถูกวิจารณ์ เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายตลอดช่วงปีที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างเชื่องช้า จนถึงปัจจุบันมีนักการเมืองที่ยังดำรงตำแหน่งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ถูกจับกุมจากข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวนี้ ขณะที่อีกรายถูกตั้งข้อหาหลังจากที่ได้ลาออกจากตำแหน่งและหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว