วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เกาหลีใต้’ ปรับยุทธศาสตร์ ‘เปียงยาง’ ชู ‘สันติภาพ’ มาก่อน ‘ปลดนิวเคลียร์’ หวังเอื้อเจรจา

รัฐมนตรีกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มีต่อเกาหลีเหนือครั้งสำคัญ โดยยุติการใช้นโยบาย "ปลดนิวเคลียร์ก่อน" (Denuclearisation first) และหันมาผลักดันนโยบาย "สันติภาพต้องมาก่อน" (Peace first)

KEY POINTS

  • เกาหลีใต้ประกาศปรับยุทธศาสตร์ต่อเกาหลีเหนือ โดยยกเลิกนโยบาย "ปลดนิวเคลียร์ก่อน" และหันมาใช้นโยบาย "สันติภาพต้องมาก่อน" เพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจาที่หยุดชะงักมานาน 7 ปี
  • เป้าหมายเบื้องต้นเปลี่ยนจากการบังคับให้ปลดอาวุธ เป็นการมุ่งให้เกาหลีเหนือระงับโครงการนิวเคลียร์ก่อน เพื่อป้องกันการขยายคลังแสงนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • แม้จะเปลี่ยนแนวทาง แต่เป้าหมายสูงสุดยังคงเป็นการทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ โดยมีการเสนอแนวคิดความสัมพันธ์แบบ "สองรัฐที่สันติ" (Peaceful two-state) เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การรวมชาติในอนาคต

สำนักข่าว CNA รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา ชุง ดงยอง รัฐมนตรีกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มีต่อเกาหลีเหนือครั้งสำคัญ โดยยุติการใช้นโยบาย "ปลดนิวเคลียร์ก่อน" (Denuclearisation first) และหันมาผลักดันนโยบาย "สันติภาพต้องมาก่อน" (Peace first) เพื่อปลดล็อกอุปสรรคและเปิดทางให้เกิดการเจรจาระหว่างสองเกาหลีอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโซลยังคงยืนหยัดเป้าหมายสูงสุดในการทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในท้ายที่สุด

ชุง ดงยอง เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า เกาหลีใต้ไม่ได้ละทิ้งเป้าหมายสูงสุดในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ได้ยกเลิกเงื่อนไขที่บีบให้เกาหลีเหนือต้องดำเนินการดังกล่าวเป็นอันดับแรก ซึ่งเงื่อนไขนี้เองที่เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้การเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างสองเกาหลีต้องหยุดชะงักมานานถึง 7 ปี

"หากเรานำเรื่องการปลดนิวเคลียร์มาตั้งไว้เป็นเงื่อนไขแรกก่อนการเจรจา การสนทนาย่อมไม่มีทางเริ่มต้นขึ้นได้เลย" ชุงกล่าว

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลโซลจึงปรับเป้าหมายเบื้องต้นเป็นการมุ่งเน้นให้เกาหลีเหนือระงับโครงการนิวเคลียร์เสียก่อน เนื่องจากความล่าช้าในการเจรจาที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้รัฐบาลเปียงยางขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของตนอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีรวมชาติเกาหลีใต้ชี้ว่า ปัจจุบันเกาหลีเหนือยังคงเดินเครื่องหมุนเหวี่ยงในโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดิน และเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ที่ผลิตพลูโทเนียมในศูนย์วิจัยยองบยอน (Yongbyon) ซึ่งทำให้ขีดความสามารถในการผลิตหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจึงต้องปรับกรอบเป้าหมายใหม่เพื่อมุ่งสู่การสร้างคาบสมุทรเกาหลีที่ปลอดนิวเคลียร์อย่างเป็นรูปธรรม

แม้ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี อี แจมยอง ของเกาหลีใต้ จะพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยความมุ่งมั่นระงับการกระจายเสียงผ่านลำโพงตามแนวชายแดน และดำเนินมาตรการจำกัดการปล่อยลูกโป่งโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มนักเคลื่อนไหว แต่เกาหลีเหนือยังคงแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์

เกาหลีเหนือยืนกรานว่าไม่สนใจข้อเสนอของโซลหรือการรื้อฟื้นการเจรจา พร้อมกล่าวหาว่าผู้นำเกาหลีใต้ยังคงดำเนินนโยบายเผชิญหน้าผ่านการรักษาสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐ

สถานการณ์ยิ่งทวีความซับซ้อนเมื่อ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศเมื่อปลายปี 2023 ว่าเกาหลีทั้งสองเป็นรัฐปรปักษ์ที่แยกจากกัน ไม่ใช่หุ้นส่วนที่มุ่งสู่การรวมชาติอีกต่อไป

รัฐมนตรีชุงจึงเสนอแนวคิดในการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้เป็นแบบสองรัฐที่สันติ (Peaceful two-state) เพื่อใช้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การรวมชาติในท้ายที่สุด นอกจากนี้ เขายังเสนอให้เรียกเกาหลีเหนือด้วยชื่อย่อทางการว่า "โชซอน" (Choson) แทนคำศัพท์ดั้งเดิมที่เกาหลีใต้เคยใช้ ซึ่งประเด็นนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือของผู้เชี่ยวชาญ และจำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจและข้อถกเถียงในเวทีสาธารณะต่อไป

แม้การเดินหน้าสานสัมพันธ์จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ชุงประเมินว่า ทั้งเกาหลีเหนือและสหรัฐต่างยังคงมีความต้องการทางยุทธศาสตร์ (Strategic demand) ที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง การพบหารือที่คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเป็นจังหวะโอกาสที่สำคัญ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้จะเร่งยกระดับความพยายามทางการทูตให้เข้มข้นขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและสร้างความได้เปรียบล่วงหน้าก่อนการหารือระหว่างสองมหาอำนาจจะเกิดขึ้นต่อไป