การเยือนฝรั่งเศสของราชทูตสยาม และคณะ เชื่อมมิตรภาพข้ามมหาสมุทร ‘ไทย–ฝรั่งเศส’ วินาทีที่ท่านราชทูตยื่นพระราชสาส์น ก็เหมือนเชื่อมถึงประชาชน และขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เอื้อมพระหัตถ์มารับพระราชสาส์น ก็เหมือนชาวฝรั่งเศสเอื้อมมือสัมผัสรับมิตรภาพจากคนสยาม
ท้องพระโรงห้องกระจก หรือ Hall of Mirrors ในพระราชวังแวร์ซาย เป็นห้องที่มีความโอ่โถง งดงาม และมีชื่อเสียงที่สุดของพระราชวัง มีความยาว 73 เมตร กว้าง 10.5 เมตร และสูง 12.3 เมตร ฝั่งซ้ายและขวาเป็นกระจกสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน โดยฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใส 17 บานรับแสงธรรมชาติ และสามารถมองออกไปยังสวนอันงดงามด้านล่าง ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นกระจกเงา 17 บานสูงเท่ากัน สามารถสะท้อนแสงเทียนยามค่ำคืน ให้ตัวโถงสว่างไสว แสดงรายละเอียดของภาพวาดอันวิจิตรบนเพดาน โคมไฟตั้งพื้นสีทอง และผลงานศิลปะชิ้นต่างๆ ในห้องโถงได้เป็นอย่างดี
ราว 340 ปีก่อน ที่ท้องพระโรงห้องกระจกแห่งนี้ ออกพระวิสุทธสุนทรที่ชื่อปาน (และในอนาคตจะได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาโกษาธิบดี) ราชทูตสยาม และคณะ ได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส โดยได้ประคองพระราชสาส์นที่ตนรักษายิ่งชีวิต ข้ามน้ำข้ามสมุทรมาจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อถวายเป็นราชไมตรีต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งได้ส่งคณะทูตไปยังสยามเมื่อปีก่อนหน้านั้น ออกพระได้หมอบคลานเพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ต่อหน้าข้าราชการและข้าราชบริพารกว่า 1 พันคน ซึ่งแทนที่จะมองการมอบคลานดังกล่าวว่าด้อยอารยธรรม แต่กลับเห็นว่าเป็นเรื่องงดงาม น่าประทับใจ จนพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้รับสั่งให้ทั้งมีการวาดภาพและทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว
แต่ละขณะที่ออกพระขยับคลานเข้าไปใกล้พระที่นั่ง เหมือนเข็มวินาทีที่เคลื่อนไปทีละนิด ๆ ก่อนเวลาประวัติศาสตร์ ... วินาทีที่ท่านราชทูตยื่นพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาต่อพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ก็เหมือนมือของประชาชนชาวสยามที่ทอดออกไปยังประชาชนฝรั่งเศส และขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เอื้อมพระหัตถ์มารับพระราชสาส์น ก็เสมือนชาวฝรั่งเศสเอื้อมมือมาสัมผัสรับมิตรภาพจากคนสยาม ประกบกันเป็นไมตรีระหว่างทั้งสองราชอาณาจักร
คณะราชทูตไทยได้เดินทางออกจากสยามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2228 โดยอาศัยเรือรบหลวงของฝรั่งเศส (ขณะนั้นยังไม่มีคลองสุเอซ หากมี เรือจะสามารถตัดเส้นทางนี้เข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่ยุโรปตอนใต้ได้ ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงใช้เส้นทางนี้เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป) ผ่านอินเดียอ้อมแอฟริกาตอนใต้ ซึ่งเรือประสบพายุและน้ำวนจนเกือบอับปาง ใช้เวลากว่า 168 วันหรือเกือบ 6 เดือนจนเทียบท่าเมืองเบรสต์ทางตะวันตกของฝรั่งเศส
ระหว่างพิธียื่นพระราชสาส์น พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสก็ได้สอบถามถึงเหตุการณ์พบพายุจนเรือเกือบอับปางนี้ และออกพระได้กล่าวตอบว่า ได้เอาสัตยาธิษฐานในการเจริญสัมพันธ์ไมตรีของทั้งสองราชอาณาจักรเป็นที่ตั้ง เพราะสยามเคยส่งคณะทูตมาก่อนหน้านี้แล้วก็อับปาง หากครั้งนี้ไม่สำเร็จก็คงไม่มีคณะต่อไปแล้ว ประกอบกับเอาพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์คุ้มเกล้า จึงได้เกิดมหาวายุเป็นปาฎิหารย์หอบเรือออกจากน้ำวนจนรอดมาได้ เมื่อสิ้นคำแปลของล่าม ผู้คนต่างส่งเสียงอื้ออึง ทั้งทึ่งต่อเรื่องราวและสุนทรียวาจาของออกพระ
นอกจากการเข้าเฝ้าฯ ครั้งนี้แล้ว พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ยังโปรดให้คณะราชทูตสยามร่วมงานในอีกหลายโอกาส เช่น การแสดงละคร พิธีซ้อมอาวุธทหารราชองค์รักษ์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละครั้ง ภายหลังงานก็จะทรงหยุดสนทนากับราชทูตสยามเสมอ และประทับพระทัยต่อการสนทนาทุกครั้ง นอกจากพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแล้ว ยังมีคณะต่าง ๆ ของฝ่ายฝรั่งเศสมาเยี่ยมเยียนคณะราชทูตสยามที่ที่พักนับไม่ถ้วน บางวันมีนับสิบคณะ และทุกคณะก็จะกลับไปด้วยความประทับใจในการสนทนากับราชทูตลิ้นทอง จนพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้เขียนในพระราชสาส์นฉบับต่อมาถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า
“.. เรามาสังเกตดูลักษณะมารยาทแห่งราชทูตของพระองค์นี้ รู้สึกว่าเป็นคนรอบคอบ รู้จักปฏิบัติราชกิจของพระองค์ถ้วนถี่ดีมาก หากเราจะมิฉวยโอกาสนี้เพื่อเผยแพร่ความชอบแห่งราชทูตของพระองค์บ้างก็จะเป็นอยุติธรรมไป เพราะราชทูตได้ปฏิบัติล้วนแต่ที่ถูกใจเราทุกอย่าง โดยแต่น้ำคำที่พูดออกมาทีไร แต่ละคำก็น่าดูปลื้มใจและน่าเชื่อทุกคำ...”
เล่าประวัติศาสตร์ซะยาวเหยียด ขอติดเรื่องภาพของฝรั่งเศสในปัจจุบันไว้เล่าตอนหน้าครับ


