การที่จีนปล่อยยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งจีนไม่ค่อยทำบ่อยนักเพื่อแสดงให้เห็นคลังแสงนิวเคลียร์ในทะเลของจีน นักวิเคราะห์มองว่าจะยิ่งกลายเป็นการผลักประเทศในภูมิภาคนี้ให้ถอยจากรัฐบาลปักกิ่งมากขึ้น
KEY POINTS
- จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารและพัฒนาคลังแสงนิวเคลียร์สามเส้า
- การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหันไปกระชับความสัมพันธ์ด้านกลาโหมและความมั่นคงระหว่างกันและกับสหรัฐ เพื่อคานอำนาจจีน
- หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐ ออกมาประณามการทดสอบว่าเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคและสร้างความกังวล
- เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศในแปซิฟิก เช่น ฟิจิ กำลังทำข้อตกลงด้านความมั่นคงกับออสเตรเลีย เพื่อจำกัดอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้น
การที่จีนปล่อยยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งจีนไม่ค่อยทำบ่อยนักเพื่อแสดงให้เห็นคลังแสงนิวเคลียร์ในทะเลของจีน นักวิเคราะห์มองว่าจะยิ่งกลายเป็นการผลักประเทศในภูมิภาคนี้ให้ถอยจากรัฐบาลปักกิ่งมากขึ้น
ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว เรือดำน้ำกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ยิงขีปนาวุธติดหัวรบจำลองเข้าสู่น่านน้ำสากลเมื่อเวลา 12.01 น. วันจันทร์ (6 ก.ค.) “ลงไปยังน่านน้ำที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ” ส่วนหนึ่งของ “การฝึกซ้อมตามปกติ” ไม่ได้พุ่งเป้าประเทศใดเป็นการเฉพาะ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นี่เป็นการทดสอบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์สู่แปซิฟิกครั้งแรกของรัฐบาลปักกิ่ง นับตั้งแต่เดือน ก.ย. ที่จีนยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ขีดความสามารถติดอาวุธนิวเคลียร์ได้ลงสู่น่านน้ำใกล้เฟรนช์โพลีเนเซีย ซึ่งเป็นการทดสอบไอซีบีเอ็มครั้งแรกในรอบสี่ทศวรรษเท่าที่มีรายงาน
เหล่านักวิเคราะห์มองว่า แทนที่จะดึงประเทศในภูมิภาคเข้าสู่วงโคจร การทดสอบครั้งนี้น่าจะผลักให้พวกเขากระชับความสัมพันธ์ด้านกลาโหมกับประเทศอื่นๆ เพื่อต้านทานพลังอำนาจทางทหารของจีนมากกว่า
“การกระทำแข็งกร้าวของปักกิ่งครั้งนี้ น่าจะผลักดันให้พันธมิตรสหรัฐในเอเชียใกล้ชิดกันมากขึ้น” เอลี แรตเนอร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กิจการความมั่นคงในอินโดแปซิฟิก กล่าวและว่า การทดสอบเน้นย้ำถึงความเร็วและขนาดของการปรับปรุงกองทัพจีนให้ทันสมัย รวมถึงกองกำลังนิวเคลียร์
เจเรมี ชาน นักวิเคราะห์อาวุโสจากยูเรเซีย กรุ๊ป มองว่า การปรับปรุงกองทัพและขยายคลังอาวุธของปักกิ่งผลักดันให้รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหันหน้าเข้าหากันมากขึ้นอยู่แล้ว “การทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดมีแนวโน้มที่จะยิ่งทำให้ความกังวลเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้น”
“จีนมักใช้การยิงขีปนาวุธเป็นการทดสอบและสาธิตขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้” ชานกล่าวต่อพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อปี 2024 เป็นการปล่อยยิงบนบก ครั้งนี้ปล่อยยิงจากทะเล
“เป็นไปได้ว่า การทดสอบครั้งหน้าจะเป็นขีปนาวุธยิงจากอากาศ” ชานกล่าว พร้อมมองว่า ประเทศอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ จะร่วมมือกันมากขึ้นในการซ้อมรบร่วม ขายอาวุธ และเพิ่มงบประมาณกลาโหม
ปักกิ่งใช้เวลาหลายปีสะสมอาวุธนิวเคลียร์สามเส้า อันหมายถึงความสามารถในการยิงหัวรบจากทางบก ทางอากาศ และทางทะเล ซึ่งเป็นคลังแสงอาวุธที่จะเสริมสร้างสถานะของตนในวิกฤตการณ์หรือความขัดแย้งระดับภูมิภาคกับสหรัฐ
ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงชนิดของขีปนาวุธ ที่ตั้ง จุดปล่อยยิงและจุดตก หนังสือพิมพ์โกลบอลไทม์สของทางการจีนรายงานอ้างผู้เชี่ยวชาญทางทหารรายหนึ่งว่า น่าจะเป็น JL-3 ขีปนาวุธปล่อยยิงจากเรือดำน้ำทันสมัยที่สุดของจีน กระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ขีปนาวุธนี้ยิงจากน่านน้ำนอกชายฝั่งจีนสามารถไปได้ถึงแผ่นดินใหญ่สหรัฐ
เฉินสี โฆษกกระทรวงกลาโหมจีน แถลงเมื่อกลางดึกวันอังคาร (7 ก.ค.) ว่า การทดสอบยิง “บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้” ประเทศเพื่อนบ้านได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้ว
“ปักกิ่งคงกองกำลังนิวเคลียร์ไว้ในระดับต่ำสุดเท่าที่จำเป็นเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ และจะไม่ร่วมแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์กับประเทศใดๆ” โฆษกย้ำ
- โหมกระพือความกลัว
นักวิเคราะห์กล่าวด้วยว่า การทดสอบยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของปักกิ่งที่จะแสดงพลังเหนือเพื่อนบ้าน แม้จะมีการตรวจสอบและแสดงความกังวลจากประเทศมหาอำนาจในภูมิภาค แต่การทดสอบดังกล่าวก็ส่งผลกระทบในทันที
เพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย เรียกการปล่อยขีปนาวุธของจีนว่า “บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาค” และเกิดขึ้น “ภายใต้บริบทจีนเสริมแกร่งกองทัพอย่างรวดเร็ว” วินส์ตัน ปีเตอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า จีน “แจ้งเพื่อนบ้านไม่กี่ชั่วโมง” ก่อนทดสอบ พร้อมเตือนว่า ปักกิ่ง “ทำแบบนี้เสมอ”
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็ประณามการทดสอบขีปนาวุธของจีนเช่นกันว่า การเร่งเสริมสร้างอาวุธนิวเคลียร์อย่างคลุมเครือของปักกิ่ง เป็นความกังวลใหญ่ของภูมิภาคและของโลก"
เดวิด ซิลบีย์ นักประวัติศาสตร์การทหารและอาจารย์อาวุโสแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า การปล่อยขีปนาวุธครั้งนี้ “สอดคล้องกับรูปแบบการแสดงแสนยานุภาพอย่างต่อเนื่องของจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก” ซึ่งพันธมิตรของสหรัฐต่างระแวงมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อความมุ่งมั่นของรัฐบาลทรัมป์ว่าจะช่วยปกป้องพันธมิตรมากน้อยแค่ไหน
แต่ในมุมมองของจีน การพิสูจน์ให้เห็นว่ามีอาวุธนิวเคลียร์สามเส้าครบชุดคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะเกิดผลลบในภูมิภาค ไลล์ มอร์ริส นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี้ ระบุ
“ผลประโยชน์จากการป้องปรามมีมากกว่าต้นทุนทางการทูตและการทหารในภูมิภาค”
ในวันจันทร์ไม่กี่ชั่วโมงก่อนจีนทดสอบยิงขีปนาวุธ ผู้นำฟิจิและออสเตรเลียลงนามสนธิสัญญาป้องกันร่วม กำหนดให้ทั้งสองประเทศต้องปรึกษาหารือเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงและ “ดำเนินการเพื่อรับมือกับอันตรายร่วมกัน” หากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในขณะที่แคนเบอร์ราพยายามจำกัดอิทธิพลด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นของปักกิ่งผ่านการทำข้อตกลงกลาโหมกับประเทศในแปซิฟิก
สัปดาห์ก่อนวานูอาตู ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกตกลงกับออสเตรเลีย ไม่ให้มีฐานทัพต่างชาติในดินแดนของตน เป็นความเคลื่อนไหวที่พุ่งเป้าจีนโดยเฉพาะ หมู่เกาะโซโลมอน พันธมิตรด้านความมั่นคงใกล้ชิดที่สุดรายหนึ่งของจีนในแปซิฟิกกล่าวเมื่อเดือนก่อนว่า จะทบทวนข้อตกลงความมั่นคงฉบับหนึ่งที่ทำกับจีน ขณะกำลังเจรจาสนธิสัญญาครอบคลุมกับรัฐบาลแคนเบอร์รา
ด้านจอห์น แบล็กซ์แลนด์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า การแสดงแสนยานุภาพครั้งนี้อาจเป็นการยืนยันการตัดสินใจของฟิจิ และส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆ ว่า “จีนพร้อมใช้ท่าทีแข็งกร้าว ดังนั้นประเทศต่างๆ ควรตอบรับข้อเสนอความร่วมมือด้านความมั่นคงของออสเตรเลีย”





