สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน ปูติน ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์รัสเซีย เมื่อวันอาทิตย์ (28 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ว่า รัสเซียจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อรับมือกับการโจมตีด้วยโดรนยูเครนที่เข้มข้นขึ้นพุ่งเป้าอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นหลัก และรัสเซียรับมือกับปัญหาการจัดหาเชื้อเพลิงผลจากการโจมตีของยูเครนได้เป็นอย่างดี
ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันขณะประชุมร่วมกับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ในรัฐบาล ปูตินยอมรับว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้ขาดแคลนเชื้อเพลิงในหลายภูมิภาค แต่รัสเซียกำลังแก้ปัญหา
ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ปูตินเผยว่า ยูเครนเสนอให้ยุติการโจมตีพิสัยไกลเพื่อนำไปสู่สันติภาพ แต่มอสโกมองว่า นั่นเป็นเพียงการบรรเทาแรงกดดันให้กับกองทัพยูเครนบริเวณแนวหน้า 1,250 กิโลเมตร ซึ่งตนจะไม่เสียสมาธิกับเรื่องนี้
“ชัดเจนว่าทำไมถึงมีข้อเสนอนี้ขึ้นมา เพราะการโจมตีกลับของเราลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียรุนแรงกว่ามาก ส่งผลกระทบใหญ่กว่ามาก พูดตรงๆ คือ ทำลายล้างมากกว่า” ปูตินกล่าว
“เนื่องจากกองทัพยูเครนขาดแคลนกำลังพลอย่างหนัก พวกเขาจึงเชื่อว่านี่อาจเป็นทางออก แต่การช่วยเหลือกอบกู้ระบอบเคียฟไม่ได้อยู่ในแผนการของเรา”
สำนักข่าวรอยเตอร์สอบถามไปยังสำนักประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครนถึงความเห็นของปูติน ยังไม่ได้รับคำตอบ
เดือนนี้เซเลนสกีเพิ่งทำจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอพบกันตัวต่อตัว ซึ่งผู้นำรัสเซียปฏิเสธ ปูตินกล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า การโจมตีของยูเครน “ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของกองทัพรัสเซียจากเป้าหมายหลัก นั่นคือการปลดปล่อยภูมิภาคดอนบาสและโนโวรอสสิยาอย่างสมบูรณ์” คำพูดของปูตินหมายถึงสองภูมิภาคของดอนบาสและภูมิภาคใกล้เคียงอย่างซาโปริชเชียและเคอร์ซอน
ทั้งนี้ ปูตินยืนกรานมาตลอดว่า ยูเครนจะต้องละทิ้งฐานที่มั่นที่เหลืออยู่ในภูมิภาคโดเนตส์กในดอนบาส ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงสันติภาพใดๆ ก็ตาม โดยหลังจากรุกรานยูเครนได้เจ็ดเดือนในปี 2022 รัสเซียก็ผนวกสี่ภูมิภาคของยูเครน ได้แก่ โดเนตส์กและลูฮันส์กในดอนบาส, เคอร์ซอนและซาโปริชเชีย ที่ควบคุมได้บางส่วน
ส่วนการแก้ปัญหายูเครนระดมโจมตีด้วยโดรนพิสัยกลางและพิสัยไกล ปูตินระบุ
“ภารกิจแรกคือการเร่งและเพิ่มกำลังการผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศที่จำเป็นที่สุดอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ”
“การโจมตีทั้งหมด ไม่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของเราที่ใดก็ตาม ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในแนวหน้าหรือแนวปะทะเลย” ปูตินกล่าวและว่า รัสเซียคาดว่าจะมีการรื้อฟื้นทางการทูตนำโดยสหรัฐเพื่อยุติสงคราม และนายสตีฟ วิตคอฟกับนายจาเรด คุชเนอร์ สองทูตสหรัฐจะมาเยือนมอสโกครั้งใหม่ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ผ่านพ้น “ช่วงวิกฤติ” ไปได้แล้ว
นอกจากนี้ดูเหมือนเขาจะเห็นด้วยกับความเห็นของนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ว่า ไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการใดๆ เกิดขึ้นในการเจรจาระหว่างปูตินกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐที่รัฐอะแลสกาเมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าจะมีการหารือข้อเสนอของสหรัฐก็ตาม
“ไม่มีใครลงนามอะไร แต่เราคุยกันถึงความเป็นไปได้บางอย่างเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครน” ปูตินกล่าวและว่า ฝ่ายสหรัฐได้ขอให้ประนีประนอม ตามที่ระบุไว้ในข้อเสนอเจรจาของฝ่ายสหรัฐแล้ว
ในการให้สัมภาษณ์ปูตินกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโกของเบลารุส ที่เขาได้หารือด้วยสองวันในสัปดาห์นี้อาจช่วยเจรจาสันติภาพ
ปูตินไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาของยูเครนที่ว่า รัสเซียพยายามดึงเบลารุสเข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้งมากขึ้น เบลารุสอนุญาตให้รัสเซียใช้ดินแดนของตนรุกรานยูเครนในเดือน ก.พ.2022 แต่ลูกาเชนโกให้คำมั่นว่าจะไม่ส่งทหารเข้าไปสู้รบ


