“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์” ใครๆ มักนึกถึงคำพูดนี้ในยามศึกสงคราม แต่แท้จริงแล้วความพร้อมของแนวหลังก็สำคัญ
มีงานวิจัยพบว่า เมื่อเกิดสงครามหากประชากร 15% มีทักษะพื้นฐานในการปฐมพยาบาล การหลบภัย และการคัดกรองข้อมูล สังคมจะมีแรงต้านทาน (resilience) เพียงพอ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติแต่ต้องผ่านการให้ความรู้และฝึกฝน
World Pulse และคณะสื่อมวลชนนานาชาติมีโอกาสไปเยือน “คูมาอะคาเดมี” (Kuma Academy) ในไทเป องค์กรฝึกอบรมด้านการป้องกันพลเรือนใหญ่ที่สุดในไต้หวัน เห็นประเด็นสำคัญที่ว่าสงครามไม่ได้มีแต่การสู้รบในแนวหน้า แต่ผู้คนต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสงครามทางความคิด (cognitive warfare) ด้วย
ถัง จงยี่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์แนะนำคูมา อะคาเดมีว่า ก่อตั้งขึ้นโดยพูมา เฉิน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไทเป ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญวิทยาและสงครามทางความคิด และมาร์โค โฮ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และการทหาร ก่อนตั้งคูมาอะคาเดมีโฮได้ก่อตั้งองค์กรหนึ่งชื่อ ดับเบิลธิงค์แล็บ (Double Think Lab) ทำวิจัยเรื่องสงครามทางความคิด พบว่า cognitive warfare ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการเลือกตั้งแต่ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะต่อระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้นภารกิจของคูมาอะคาเดมีจึงเปรียบเสมือนการเสริมสร้างการป้องกันทางจิตวิทยาให้แก่ประชาชน ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากเฟคนิวส์ได้ง่ายๆ
“ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากให้ประชาชนทุกคนรู้ว่า พวกเขาคือใคร อยู่ที่ไหน และพวกเราต้องทำอะไรหากเกิดสงครามขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราอยากบอกประชาชนว่า หากเกิดสงครามพวกเราต้องรอด” ถังกล่าวและว่า เมื่อเกิดสงครามก็ต้องมีการระดมพลครั้งใหญ่ หากประชาชนสามารถปกป้องตนเองและคนที่รักได้และรู้ว่าต้องทำอะไร ไต้หวันก็จะทนทานได้มากยิ่งขึ้น การเตรียมตัวและเตรียมตั้งรับอย่างแข็งขันจะลดความกลัวของประชาชนเพิ่มการปกป้องได้อย่างมุ่งมั่น สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกอบรมและให้การศึกษาซึ่งจะทำให้สังคมไต้หวันยืดหยุ่นได้มากกว่าเดิม
ด้วยเป้าหมายแรกและสำคัญที่สุดคือ “การเอาตัวรอด” คูมาอะคาเดมีตั้งเป้าว่า แต่ละครัวเรือนจะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่เข้าใจและประเมินแผนอพยพได้ คูมาตั้งเป้าผลิตนักรบคูมา (Kuma warrior) ให้ได้สามล้านคน ตัวเลขนี้มาจากงานวิจัยด้านการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในอดีต และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว คูมาอะคาเดมีจึงส่งเสริมเนื้อหาการป้องกันภัยเพื่อขยายฐานความรู้, จัดทำหนังสือ คู่มือ สิ่งพิมพ์, เปิดหลักสูตรทั้งภาคปฏิบัติและออนไลน์ และบ่มเพาะครู
“คุณจะเห็นได้ว่าพลเรือนทำอะไรได้หลายอย่าง สามารถให้การสนับสนุนกองทัพ เป็นฝ่ายสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ เป้าหมายของคูมาอะคาเดมีคือให้ความรู้แก่ประชาชนให้เป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งสำหรับกองทัพได้” ถังกล่าวก่อนสรุปภารกิจของคูมาอะคาเดมีแบบสั้นๆ ได้แก่ การส่งเสริมเนื้อหาการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน จัดหลักสูตรฝึกอบรม และเพิ่มความตระหนักรู้ของประชาชน ภายใต้สามเป้าหมายคือ การสนับสนุนแนวหลัง สร้างการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนระดับเฟิร์สคลาส และบ่มเพาะเจตจำนงค์ในการป้องกันตนเอง
กิจกรรมของสถาบันประกอบด้วย 1) การจัดบรรยายสาธารณะทุกสองเดือน เชิญผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์สถานการณ์เชิงลึก อัปเดตสถานการณ์เฟคนิวส์ 2) จัดหลักสูตรฝึกอบรมหนึ่งวันครอบคลุมเนื้อหาองค์ความรู้การสงครามสมัยใหม่, ข้อมูลบิดเบือนและปฏิบัติการทางความคิด, การปฐมพยาบาลและการห้ามเลือด และฝึกปฏิบัติการแผนอพยพ ฝึกเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินผ่านการจำลองสถานการณ์ 3) จัดค่ายฝึกซ้อมจริง สำหรับคนที่ต้องการเพิ่มทักษะจากกิจกรรมที่ 2
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่เปิดให้กับวัยรุ่นและเด็กๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก อย่างกิจกรรม “Kuma Kids Fair” สำหรับเด็กและครอบครัว มีการสอนให้เด็กรู้วิธีโทรขอความช่วยเหลือจากนักดับเพลิงหรือตำรวจ เป็นต้น
ไม่เพียงเท่านั้น คูมาอะคาเดมียังมีความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยในปี 2024 สถาบันได้จัดงาน Global Leadership Forum เชิญพันธมิตรจากยูเครนมาแบ่งปันประสบการณ์ และจัดงาน Taiwan Civil Defense Convention เพื่อขยายความร่วมมือเรื่องโดรน พลังงาน และการต่อสู้กับสงครามข้อมูล
คณะสื่อมวลชนนานาชาติฟังการบรรยายแล้วเกิดคำถามว่า ไต้หวันจะรับมือกับภัยคุกคามด้านข้อมูลบิดเบือนจากภายนอกได้อย่างไร และจะทนทานได้แค่ไหนหากถูกรุกราน จู ฝูหมิง ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของคูมาอะคาเดมีตอบตามมุมมองของสถาบัน
"ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจว่าข้อเท็จจริงคืออะไร แล้วเผยแพร่ข้อเท็จจริงนั้นต่อสาธารณชนให้แพร่หลาย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนได้รับผลกระทบจากสงครามทางความคิดได้ง่าย" ซีอีโอกล่าวและว่า การจัดค่ายฝึกอบรมพื้นฐานของคูมา อะคาเดมี ได้ฝึกอบรมประชาชนไปแล้วราว 100,000 คน ในจำนวนนี้ 70% เป็นผู้หญิง พวกเขาไม่ได้มาเรียนเรื่องการใช้ปืน แต่มาเพราะอยากรู้ว่าหากเกิดวิกฤติพวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง และมาแล้วก็อยากฝึกอบรมระดับสูงต่อไป หัวข้อที่ผู้คนพูดกันมากในตอนนี้คือข่าวกรองแบบโอเพนซอร์ส เพื่อช่วยฝึกประชาชนต่อสู้กับสงครามทางความคิด
นับถึงขณะนี้คูมาอะคาเดมีฝึกผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไปแล้วราว 2,000 คน หากจัดหลักสูตรนี้ที่อื่นราคาจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว
จากภารกิจของคูมาอะคาเดมีนับว่าหนักพอดู แต่สิ่งที่ World Pulse สงสัยคือ ชื่อ คูมา แปลว่าอะไร (จะเหมือนกับเจ้าคุมะมงของญี่ปุ่นหรือไม่) ถัง เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์อธิบายว่า คูมาก็คือหมีดำ เป็นสัตว์ประจำถิ่นของไต้หวัน พวกมันมีนิสัยหวงถิ่น ไม่ยอมให้ใครรุกราน สถาบันจึงใช้ชื่อนี้และใช้หมีดำเป็นสัญลักษณ์ บอกเป็นนัยถึงภารกิจ
ฟังคำอธิบายก็เข้าใจชัดแจ้งนับว่าคูมาอะคาเดมีเลือกใช้ชื่อและโลโก้ได้ดีแท้ มีทั้งความแข็งแกร่งและน่ารักไปพร้อมๆ กัน สอดคล้องกับหลักคิดที่ว่า ถ้าประชาชนเอาตัวรอดได้ สังคมโดยรวมก็รอดเช่นกัน

