จากจุดสูงสุดของอำนาจ สู่ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ เจาะเบื้องหลัง ‘ทรัมป์’ เมินคำเตือนที่ปรึกษา ประเมินสงครามอิหร่านผิดพลาด และมองข้ามวิกฤติค่าครองชีพ ก่อนการตัดสินใจของตัวเองจะย้อนกลับมาสั่นคลอนอำนาจรีพับลิกัน
เพียงไม่กี่เดือน จากประธานาธิบดีผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในกรุงวอชิงตัน “โดนัลด์ ทรัมป์” กลับต้องเผชิญความพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังตัดสินใจเปิดสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเกินคาด ฉุดราคาน้ำมันพุ่ง 40% และสร้างความไม่พอใจแม้แต่ในหมู่ผู้สนับสนุนของตนเอง
ขณะที่ข้อมูลวงในเผยว่า ทรัมป์เพิกเฉยต่อคำเตือนของที่ปรึกษา มองข้ามปัญหาค่าครองชีพ และเชื่อมั่นว่าตนเองยังคงได้รับความนิยม ก่อนที่พรรครีพับลิกันจะสูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภาในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐปี 2026
หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) เปิดเผยรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับเบื้องหลังความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 โดยชี้ให้เห็นว่า ความพ่ายแพ้ดังกล่าว “ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน” แต่เป็นผลสะสมจากการตัดสินใจทางการเมืองหลายครั้งของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะการเปิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความนิยมของเขาดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
จากปธน.ผู้ทรงอำนาจ สู่จุดเริ่มต้นของความผิดพลาด
ย้อนกลับไปช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจคนหนึ่งของทรัมป์เดินทางเข้าพบประธานาธิบดีภายในห้องทำงานรูปไข่ พร้อมแผนภูมิที่สะท้อนความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รายได้ครัวเรือนชาวอเมริกันปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ขณะที่มูลค่าบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณเติบโตอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
“นี่เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก” ทรัมป์กล่าวด้วยความพึงพอใจ
ในเวลานั้น ทรัมป์ เพิ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองครบหนึ่งปี และดูเหมือนว่า อำนาจทางการเมืองของเขาแทบไม่มีข้อจำกัด พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผู้นำภาคธุรกิจสหรัฐต่างตอบรับแนวนโยบายของรัฐบาล ขณะที่พรรคเดโมแครตยังอยู่ในสภาพระส่ำระสาย
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่วันต่อมา ทรัมป์กลับตัดสินใจครั้งสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางการเมืองสหรัฐไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ “การเปิดสงครามกับอิหร่าน”
การตัดสินใจดังกล่าวสวนทางกับคำมั่นสัญญาที่ทรัมป์เคยให้ไว้ระหว่างหาเสียงว่า จะยุติสงครามในต่างประเทศ และหลีกเลี่ยงการนำสหรัฐเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
แต่สงครามอิหร่านกลับดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตมากกว่า 20 นาย รัฐบาลสหรัฐต้องใช้งบประมาณมากกว่า 47,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.5 ล้านล้านบาท และผลักดันต้นทุนสินค้าและบริการหลายประเภทให้สูงขึ้น ตั้งแต่ค่าขนส่งไปจนถึงปุ๋ยทางการเกษตร
ที่สำคัญ ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นถึง 40% กลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน
แมตต์ วอลช์ นักวิจารณ์การเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม ถึงกับกล่าวว่า สงครามครั้งนี้ถือเป็น “ความผิดพลาดทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองทศวรรษ” และเป็นการทรยศต่อขบวนการ America First ซึ่งเคยเป็นหัวใจสำคัญของฐานเสียงทรัมป์
“เราจำเป็นต้องหาผู้นำคนใหม่ เพราะทรัมป์ทอดทิ้งขบวนการนี้ไปแล้ว” วอลช์กล่าว
ทรัมป์เมินคำเตือน เชื่อสงครามอิหร่านจบได้เร็ว
รายงานของ WSJ ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่ปรึกษาหลายคนเริ่มเตือนทรัมป์ว่า สงครามอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม
แต่ทรัมป์กลับตอบว่า ยังมีเวลาอีกมากที่จะจัดการปัญหาดังกล่าว
แหล่งข่าวภายในรัฐบาลเปิดเผยว่า แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีสนับสนุนสงครามอย่างแข็งกร้าวต่อสาธารณชน แต่ในการหารือเป็นการส่วนตัว เขากลับตั้งคำถามกับบุคคลรอบตัวอยู่หลายครั้งว่า ควรเปลี่ยนแนวทางหรือไม่
ทรัมป์เชื่อมาตั้งแต่ต้นว่า ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านจะใช้เวลาไม่นาน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากความสำเร็จในการส่งกองกำลังเข้าจับกุมนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่มีขอบเขตจำกัดกว่าการทำสงครามกับอิหร่านอย่างมาก
ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกับผู้บริหารบริษัทน้ำมันในเดือนมีนาคม ซึ่งฝ่ายรัฐบาลระบุว่า สงครามอิหร่านน่าจะสิ้นสุดภายในเดือนเมษายน
แต่เมื่อสงครามไม่เป็นไปตามแผน ทรัมป์ “เริ่มแสดงความหงุดหงิดมากขึ้น”
ในเดือนพฤษภาคม เขาบอกกับบุคคลในทำเนียบขาวว่า ต้องการชนะสงครามและเดินหน้าต่อไป ขณะที่ที่ปรึกษาทางการเมืองหวังว่าสงครามจะจบลงภายในฤดูร้อน เพื่อให้รัฐบาลมีเวลาฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนก่อนการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามเจรจากับอิหร่านกลับล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
“แล้วเราจะเจรจากับคนพวกนี้ได้อย่างไรกัน?” ทรัมป์บ่นกับที่ปรึกษาด้วยความไม่พอใจ
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อทรัมป์ทราบว่า กองทัพสหรัฐกำลังเผชิญปัญหาด้านกระสุนและยุทโธปกรณ์ ขณะที่แรงกดดันจากราคาพลังงานทำให้เขาต้องหันไปทำข้อตกลงกับรัสเซียเพื่อพยายามลดราคาน้ำมัน
ซูซี ไวลส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และที่ปรึกษาคนอื่น ๆ พยายามโน้มน้าวให้ทรัมป์ออกมาอธิบายเหตุผลของสงครามต่อประชาชนอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุด ทรัมป์ยอมกล่าวปราศรัยจากทำเนียบขาวเป็นเวลาประมาณ 20 นาที แต่คำปราศรัยดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนต่อสงครามได้
หลังจากนั้น ทรัมป์ยังตั้งคำถามกับตัวเองว่า การกล่าวปราศรัยครั้งนั้นเป็นความคิดที่ดีจริงหรือไม่
วิกฤติค่าครองชีพ จุดอ่อนที่ทรัมป์ไม่ยอมรับ
นอกเหนือจากสงครามอิหร่าน ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความนิยมของทรัมป์
รายงานระบุว่า ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ที่ปรึกษาหลายคนแจ้งให้ทรัมป์ทราบว่า ผลสำรวจความคิดเห็นสะท้อนความกังวลของประชาชนต่อปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาสินค้าและพลังงาน
แต่ทรัมป์กลับปฏิเสธผลสำรวจเหล่านั้น โดยกล่าวว่าเป็นเพียง “ข้อมูลปลอม”
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลคนหนึ่งเปิดเผยว่า ทรัมป์เคยกล่าวระหว่างการประชุมว่า ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 เขาไม่ได้ว่าจ้างให้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นด้วยซ้ำ แต่ก็ยังสามารถชนะการเลือกตั้งได้
กระทั่งเดือนสิงหาคม ผลสำรวจภายในของพรรครีพับลิกันเริ่มส่งสัญญาณอันตรายอย่างชัดเจน
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเริ่มมองว่า ทรัมป์ต้องรับผิดชอบต่อปัญหาเงินเฟ้อมากกว่าพรรคเดโมแครต ขณะที่คะแนนนิยมของเขาลดลงทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
นิวต์ กิงริช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และฌอน แฮนนิตี ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ฝ่ายอนุรักษนิยม ต่างพยายามกระตุ้นให้ทรัมป์หันมาให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพมากขึ้น
แต่คำเตือนเหล่านั้นไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของประธานาธิบดีได้
กิงริชยอมรับภายหลังการเลือกตั้งว่า พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมืองเรื่องค่าครองชีพไปแล้ว
สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วในเดือนกันยายน เมื่อราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 16 เซนต์ภายในสัปดาห์เดียว ก่อนที่ราคาน้ำมันดีเซลจะพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผลสำรวจภายในของรีพับลิกันเริ่มแสดงให้เห็นว่า แม้แต่เขตเลือกตั้งที่เคยเป็นฐานเสียงแข็งแกร่งของพรรค ก็มีความเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้
นักสำรวจความคิดเห็นคนหนึ่งกล่าวระหว่างการประชุมภายในพรรคว่า
“ผู้คนจะจดจำสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนว่าเป็นสัปดาห์ที่ทุกอย่างพังทลายลง”
ในทางกลับกัน พรรคเดโมแครตเริ่มมองเห็นโอกาส และตัดสินใจทุ่มทรัพยากรหาเสียงในเขตเลือกตั้งที่เดิมแทบไม่มีใครเชื่อว่าจะสามารถเอาชนะรีพับลิกันได้ รวมถึงบางเขตในรัฐฟลอริดาและเท็กซัส ซึ่งทรัมป์เคยชนะด้วยคะแนนนำมากกว่า 10 จุดเปอร์เซ็นต์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024
นโยบายผู้อพยพ จากจุดแข็งกลายเป็น ‘จุดอ่อน’
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทรัมป์สูญเสียความนิยม คือ การบังคับใช้นโยบายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดเกินไป
แม้รัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้ลักลอบข้ามพรมแดนเข้าสหรัฐจนอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ แต่ปฏิบัติการจับกุมและเนรเทศผู้อพยพภายในเมืองต่าง ๆ กลับสร้างกระแสต่อต้านเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ในรัฐมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง “ยิงชาวอเมริกันเสียชีวิตสองราย”
หนึ่งในนั้นคือ อเล็กซ์ เพรตตี พยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤติวัย 37 ปี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนยิงจากด้านหลัง
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล รวมถึงสตีเฟน มิลเลอร์ และคริสตี โนม รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในขณะนั้น ออกมาปกป้องการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมกล่าวหาว่าเพรตตีเป็น “ผู้ก่อการร้ายภายในประเทศ”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กลับแสดงความกังวลเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับภาพวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าว และสั่งให้โฆษกทำเนียบขาวแสดงท่าทีแยกจากคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ในรัฐบาล
เขายังส่งทอม โฮแมน ผู้รับผิดชอบนโยบายชายแดน ไปยังมินนิอาโปลิสเพื่อจัดการสถานการณ์
ตอนที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง เขามองว่าการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด เป็นสิ่งที่ประชาชนมอบฉันทามติให้เขาดำเนินการ
แต่ทัศนคติของประชาชนเริ่มเปลี่ยนไปในทางลบ เมื่อรัฐบาลเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอย่างแข็งกร้าวในเขตเมือง ปฏิบัติการเหล่านี้รวมถึงการบุกตรวจค้นร้าน Home Depot โรงงานแปรรูปไก่ สถานที่ก่อสร้าง และพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งมีการควบคุมตัวผู้กระทำผิดที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเป็นจำนวนมาก
ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุยิงเพรตตี ทรัมป์จึงปลดคริสตี โนม รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ออกจากตำแหน่ง และสั่งให้รัฐมนตรีคนใหม่ลดการปฏิบัติการที่อาจกลายเป็นข่าวใหญ่
แต่การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มอนุรักษนิยมสายแข็ง ซึ่งต้องการให้รัฐบาลดำเนินนโยบายปราบปรามผู้อพยพอย่างจริงจัง
นโยบายตรวจคนเข้าเมืองซึ่งเคยช่วยให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ได้กลายเป็นภาระทางการเมืองของเขาในที่สุด
เลือก ‘คนภักดี’ มากกว่าคนมีโอกาสชนะ
การแทรกแซงกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรครีพับลิกันเป็นอีกหนึ่งความผิดพลาดสำคัญของทรัมป์
แทนที่จะสนับสนุนผู้สมัครที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูง ทรัมป์กลับเลือกสนับสนุนบุคคลที่แสดงความจงรักภักดีต่อตนเอง
โดยเฉพาะในรัฐจอร์เจีย เซาท์แคโรไลนา นอร์ทแคโรไลนา และเท็กซัส ซึ่งท้ายที่สุด พรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะได้ทั้งหมด
กรณีที่สะท้อนปัญหานี้ชัดเจนที่สุดคือ การแข่งขันชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในรัฐเท็กซัส
เดิมทีแกนนำรีพับลิกันต้องการให้ทรัมป์สนับสนุนจอห์น คอร์นิน วุฒิสมาชิกคนเดิม แต่ทรัมป์กลับให้ความสนใจกับเคน แพกซ์ตัน ซึ่งมีแนวทางใกล้ชิดกับขบวนการ MAGA มากกว่า
จอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาขณะนั้น เตือนทรัมป์ว่า หากเลือกแพกซ์ตัน พรรคอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 200-300 ล้านดอลลาร์ เพื่อผลักดันให้เขาชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวอาจทำให้รีพับลิกันขาดทรัพยากรสำหรับการแข่งขันในรัฐอื่นที่มีความสูสี
แต่ทรัมป์กลับยืนยันว่า ฐานเสียงของพรรคสนับสนุนแพกซ์ตัน
ในที่สุด ทรัมป์ประกาศสนับสนุนแพกซ์ตันในเดือนพฤษภาคม ก่อนที่ผู้สมัครรายนี้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน
แหล่งข่าวระบุว่า ภายหลังทรัมป์รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจดังกล่าว และตั้งคำถามว่า หากเขาสนับสนุนคอร์นินตั้งแต่ต้น สถานการณ์อาจง่ายกว่านี้หรือไม่
ทุ่มเวลาจัดแต่งทำเนียบขาว ขณะประชาชนกำลังเดือดร้อน
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชน คือ การที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับโครงการปรับปรุงกรุงวอชิงตันและทำเนียบขาว ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพที่ทวีความรุนแรง
รายงานระบุว่า ทรัมป์ใช้เวลาประชุมหลายครั้งต่อสัปดาห์เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยงแห่งใหม่ของทำเนียบขาว รวมถึงแผนสร้างประตูชัยขนาดสูง 250 ฟุต
เขายังให้ความสนใจกับการปรับปรุง Kennedy Center และมักขัดจังหวะการประชุมในห้องทำงานรูปไข่ เพื่อแสดงแผนงานก่อสร้างหรือการตกแต่งสถานที่ให้แขกที่มาเยือนดู
ครั้งหนึ่ง ทรัมป์ถึงกับพาแขกออกไปชมตัวอักษรสีทองที่ติดตั้งไว้บริเวณสวนกุหลาบ พร้อมข้อความ “The Rose Garden”
ที่ปรึกษาบางคนมองว่า การพยายามห้ามทรัมป์พูดถึงโครงการเหล่านี้เป็นเรื่องเสียเวลา เพราะประธานาธิบดีให้ความสนใจอย่างมาก และชื่นชอบการพาแขกเยี่ยมชมสถานที่
ขณะที่ผลการสนทนากลุ่มกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งสะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“เขาไม่ได้สนใจจริง ๆ ว่าฉันกำลังเผชิญกับอะไรอยู่”
“ดูเหมือนว่าเขาต้องการเอาชื่อตัวเองไปติดไว้บนทุกสิ่ง”
ความไม่พอใจดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ในกลุ่มประชาชนที่ไม่ได้ติดตามข่าวการเมืองจากกรุงวอชิงตันเป็นประจำ
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคงส่งเสริมการลงทุน “ดาต้าเซ็นเตอร์” อย่างต่อเนื่อง แม้ผลสำรวจภายในของเขาจะชี้ว่า โครงการเหล่านี้ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก และสมาชิกรีพับลิกันบางส่วนพยายามขอให้เขาลดการกล่าวถึงประเด็นดังกล่าว
ก่อนวันเลือกตั้ง ทรัมป์ยังเชื่อว่าจะชนะ
วันที่ 2 พฤศจิกายน หรือเพียงหนึ่งวันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ขึ้นกล่าวปราศรัยบริเวณสระสะท้อนเงาใกล้อนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial Reflecting Pool) ในกรุงวอชิงตัน
ทีมงานทำเนียบขาววางแผนให้การปราศรัยครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่ประธานาธิบดีจะสื่อสารกับประชาชนก่อนลงคะแนน
แต่แทนที่จะมุ่งเน้นนโยบายเศรษฐกิจหรือปัญหาค่าครองชีพ ทรัมป์กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ของการปราศรัยเกือบหนึ่งชั่วโมง พูดถึง “โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์กรุงวอชิงตัน” ตั้งแต่การทำความสะอาดรอยพ่นสีบนกำแพง การปูหญ้าใหม่ ไปจนถึงการเปลี่ยนท่อที่เป็นสนิม
เขายังกล่าวว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของโครงการปรับปรุงสถานที่คือ “สาหร่าย”
“เรามีโครงการยอดเยี่ยมอีกมากมายสำหรับกรุงวอชิงตัน” ทรัมป์กล่าว
แต่เมื่อพูดถึงแผนงานสำหรับประเทศ เขากลับระบุว่า ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะอธิบายรายละเอียด
หลังการปราศรัย ทรัมป์ยังคงแสดงความมั่นใจว่าพรรครีพับลิกันจะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง เนื่องจากบรรยากาศภายในพรรคเต็มไปด้วยพลังและความกระตือรือร้น
แต่เขากล่าวกับบุคคลใกล้ชิดว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่ดี เขาก็ไม่ควรถูกตำหนิ เพราะได้ทำทุกอย่างที่สามารถทำได้แล้ว
“ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ผมไม่ได้เป็นผู้สมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้” ทรัมป์กล่าวกับ WSJ
ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เขาเคยเรียกร้องให้ประชาชนลงคะแนนโดยจินตนาการว่า ตัวเขาเองกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย
เดโมแครตพลิกเกม ใช้ ‘บทเรียนสงครามอิรัก’ โค่นรีพับลิกัน
ในขณะที่รีพับลิกันกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน พรรคเดโมแครตกลับเริ่มมองเห็นโอกาสทางการเมือง
เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ซึ่งร่วมมือกับชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา วางยุทธศาสตร์ชิงเสียงข้างมากในวุฒิสภา มองว่าสถานการณ์ของทรัมป์มีความคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2006
ในเวลานั้น ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เผชิญแรงกดดันจากสงครามอิรักที่ไม่ได้รับความนิยม ประกอบกับราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จนนำไปสู่ชัยชนะของพรรคเดโมแครตทั้งสองสภา
แม้ทีมงานบางส่วนจะมองว่าจิลลิแบรนด์มองโลกในแง่ดีเกินไป เนื่องจากเดโมแครตต้องแข่งขันในหลายรัฐที่ทรัมป์เคยชนะอย่างขาดลอย แต่สถานการณ์ทางการเมืองกลับเริ่มเข้าทางพรรคมากขึ้นเรื่อย ๆ
เดโมแครตสามารถดึงผู้สมัครที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมลงแข่งขันในรัฐสำคัญ เช่น เชอร์รอด บราวน์ ในรัฐโอไฮโอ และรอย คูเปอร์ อดีตผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนา
ขณะที่รีพับลิกันต้องเผชิญความขัดแย้งภายในและความยากลำบากในการสรรหาผู้สมัครที่มีศักยภาพ
ความพยายามใช้ประเด็นฝ่ายซ้ายจัดโจมตีพรรคเดโมแครตก็ไม่ได้ผลตามที่คาด โดยเฉพาะกรณีของโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ซึ่งรีพับลิกันวางแผนใช้เป็นสัญลักษณ์โจมตีว่าเดโมแครตกำลังเคลื่อนไปสู่แนวคิดสังคมนิยม
แต่ทรัมป์กลับตัดสินใจ “พบปะมัมดานีด้วยตนเอง” สร้างความไม่พอใจให้กับแกนนำรีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร เพราะภาพความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรระหว่างทั้งคู่ ทำให้การโจมตีทางการเมืองของพรรคขาดน้ำหนัก
ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ บอกกับเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรโกรธเคืองอย่างมาก เพราะภาพของทรัมป์ที่แสดงความเป็นมิตรกับมัมดานี อาจส่งผลเสียต่อผู้สมัคร สส.พรรครีพับลิกันในนิวยอร์ก ซึ่งกำลังหาเสียงโดยใช้จุดยืนต่อต้านมัมดานีเป็นประเด็นหลัก
ต่อมา เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม แกนนำรีพับลิกันบางส่วนยังหวังว่า การทุ่มงบประมาณหาเสียงจำนวนมหาศาลจากกลุ่ม Super PAC จะช่วยพลิกสถานการณ์ได้
ตัวอีลอน มัสก์เอง มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก ก็ทุ่มเงินสูงกว่า 449 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท) สนับสนุนแคมเปญของพรรครีพับลิกัน
แต่ท้ายที่สุด เงินหาเสียงมหาศาล ก็ไม่สามารถเอาชนะความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อค่าครองชีพได้
ความพ่ายแพ้ ที่อาจเปลี่ยนอนาคตการเมืองสหรัฐ
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 กลายเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของพรรครีพับลิกัน โดยพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ปัจจัยที่เคยทำให้ทรัมป์กลับมาครองทำเนียบขาว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายตรวจคนเข้าเมือง ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ หรือแนวคิด America First ต่างถูกบั่นทอนลงจากการตัดสินใจของรัฐบาลเอง
โดยเฉพาะสงครามอิหร่าน ซึ่งไม่เพียงสร้างต้นทุนทางการทหารและเศรษฐกิจมหาศาล แต่ยังทำให้ผู้สนับสนุนบางส่วนรู้สึกว่าทรัมป์ “ละทิ้งคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้”
อย่างไรก็ตาม แม้พรรคเดโมแครตจะกลับมาควบคุมสภาคองเกรสทั้งสองสภา แต่ทรัมป์ยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงสิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย ทำให้ชัยชนะของเดโมแครตไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลได้ทันที
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ ทรัมป์จะไม่สามารถผลักดันวาระทางการเมืองผ่านสภาคองเกรสได้อย่างราบรื่นเหมือนในช่วงสองปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน สงครามอิหร่านยังคงเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเผชิญ และอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนด “มรดกทางการเมืองของทรัมป์” ในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง
คริส วิงเคิลแมน ประธาน Congressional Leadership Fund ซึ่งเป็นกลุ่ม Super PAC ที่มีความใกล้ชิดกับแกนนำรีพับลิกัน สรุปสาเหตุความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า
“มันเป็น ‘เรื่องเศรษฐกิจ’ และมันก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้น”
ท้ายที่สุด ความพ่ายแพ้ครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิตการเมืองของทรัมป์ เพราะสงครามที่เขาเชื่อว่าจะสร้างชัยชนะและจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ กลับกลายเป็นสงครามที่กัดกร่อนอำนาจของเขาเอง จุดสำคัญไม่ใช่เพียงการตัดสินใจเปิดสงคราม แต่คือการเปิดสงครามโดยยังไม่รู้ว่าจะพาตัวเองออกจากมันได้อย่างไร
อ้างอิง: wsj, wsj(2)





