วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ส่อง 3 ฉากทัศน์เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ กระทบ 'หนี้' และ 'ตลาดการเงิน' อย่างไร

ตลาดหุ้นสหรัฐลุ้นผลเลือกตั้งกลางเทอม หลัง S&P 500 พุ่งราว 27% นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาว ท่ามกลางการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ และต้นทุนกู้ยืมเพิ่มขึ้น นักลงทุนประเมิน 3 ฉากทัศน์ทางการเมืองที่จะกำหนดทิศทางหุ้น AI นโยบายการคลัง และตลาดพันธบัตร

ชาวอเมริกันทั่วประเทศออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารที่ 3 พ.ย. ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดย "นักลงทุน" ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะการเปลี่ยนขั้วอำนาจอาจหมายถึงการกำกับดูแลอุตสาหกรรม "ปัญญาประดิษฐ์ (AI)" ที่เข้มงวดขึ้น และจะส่งผลไปถึงแนวทางจัดการปัญหา "เพดานหนี้" ของรัฐบาลสหรัฐในปีหน้าด้วย

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สองในปี 2025 โดยมีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นไปแล้วประมาณ 27% ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI และการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์หลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนก.พ. ซึ่งผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ยิ่งสร้างแรงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นตามปริมาณการออกตราสารหนี้ของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น

นักลงทุนจึงกำลังประเมินว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อตลาดการเงินอย่างไร โดยเฉพาะหากพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หนึ่งสภา หรือทั้งสองสภา

ย้อนสถิติ หุ้นมักขึ้นแม้อำนาจเปลี่ยนมือ

Ned Davis Research ระบุว่านับตั้งแต่ปี 1930 มีการเลือกตั้งกลางเทอม 8 ครั้งที่พรรคของประธานาธิบดีสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และในจำนวนนี้ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของปีหลังการเลือกตั้ง 5 ครั้ง

โดยดัชนีให้ค่ากลางผลตอบแทน 1.4% นับตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึงสิ้นปี ต่ำกว่าค่ากลาง 1.9% ของทุกปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม

1. หากเดโมแครตชนะทั้งสองสภา หุ้น AI เสี่ยงถูกกดดัน

หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นักลงทุนคาดว่าอุตสาหกรรม AI จะเผชิญการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจกดดันตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นจากกระแสเทคโนโลยีดังกล่าว

การครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาจะทำให้พรรคเดโมแครตมีอำนาจสอบสวนและตรวจสอบบริษัทเอกชนมากขึ้น พร้อมทั้งพยายามชะลอการผ่อนคลายกฎระเบียบของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้น

2. หากเดโมแครตคุมสภาล่าง เสี่ยงศึกเพดานหนี้

อีกฉากทัศน์หนึ่งคือ พรรคเดโมแครตชนะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่พรรครีพับลิกันยังคงครองวุฒิสภา ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานการณ์การคลังของสหรัฐทั้งในเชิงบวกและลบ

ประเด็นสำคัญอย่างการจัดสรรงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown) และการปรับเพิ่มเพดานหนี้ จะต้องอาศัยการประนีประนอมระหว่างสองพรรค ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่ยืดเยื้อและเสี่ยงเกิดภาวะทางตัน

ในทางกลับกัน หากพรรครีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา ก็อาจเดินหน้าปฏิรูประบบภาษีเพิ่มเติม หรือเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมได้มากขึ้น

เอ็ด คลิสโซลด์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดสหรัฐของ Ned Davis Research กล่าวว่า หากพรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร อาจทำให้การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปลายปี 2026 นี้ ชะลอตัวลงบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้ว สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้ขัดขวางการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น

“มุมมองที่ยอมรับกันโดยทั่วไปคือ ภาวะที่รัฐบาลและสภาคองเกรสมีอำนาจคานกันเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น” คลิสโซลด์กล่าว พร้อมเสริมว่า ในอดีตตลาดหุ้นทำผลงานได้ดีกว่าในช่วงที่ประธานาธิบดีมาจากพรรคเดโมแครต เมื่อเทียบกับพรรครีพับลิกัน

ด้านดิเอโก บาร์นูเอโว นักวิเคราะห์ตลาดจาก Ebury กล่าวว่า หากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส การเจรจากับทำเนียบขาวน่าจะจำกัดอยู่ในประเด็นงบประมาณและเพดานหนี้เป็นหลัก

เขามองว่า “หากเดโมแครตกวาดชัยชนะทั้งสองสภา ผลต่อแนวโน้มการคลังของสหรัฐน่าจะอยู่ในระดับเป็นกลางไปจนถึงเป็นบวกเล็กน้อย”

3. หากรีพับลิกันชนะทั้งสองสภา หนุนลงทุน AI ต่อ

หากพรรครีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ ก็อาจช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการสอบสวนบริษัท AI ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้น

นักกลยุทธ์ของ JPMorgan ระบุในบทวิเคราะห์ว่า “หากพรรครีพับลิกันยังคงควบคุมสภาคองเกรสได้ น่าจะเป็นสถานการณ์ที่เอื้อต่อการขยายการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดในแง่นโยบายของรัฐบาลกลาง”

ทั้งนี้เป็นผลจากความต่อเนื่องของนโยบาย โอกาสในการขยายมาตรการทางการคลัง การผ่อนคลายกฎระเบียบ และกระบวนการอนุมัติโครงการของรัฐบาลกลางที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ

 

ที่มา: Foxnews