สองธุรกิจยักษ์ 'Tesla-Samsung' ร่วมค้านสหรัฐขึ้นภาษีเวียดนามรอบใหม่ หวั่นกระทบห่วงโซ่อุปทาน ช่วยคัดง้างกับอุตสาหกรรมเหล็ก อาหารทะเล และโซลาร์เซลล์ในสหรัฐ ที่เรียกร้องให้ใช้มาตรการตอบโต้การเกินดุลการค้ามหาศาล ก่อนครบกำหนดสอบสวน 29 พ.ย. นี้
"เวียดนาม" กำลังจะถึง "เส้นตาย" ชี้ชะตาว่าจะถูกสหรัฐขึ้นภาษีรอบใหม่หรือไม่ ในวันที่ 29 พ.ย. นี้ หลังจากสหรัฐจัดให้เวียดนามอยู่ในกลุ่ม "ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด" (PFC) ภายใต้มาตราพิเศษ 301 ซึ่งเป็นบัญชีเฝ้าระวังด้านทรัพย์สินทางปัญญาระดับร้ายแรงที่สุดของสหรัฐ และเวียดนามยังนับเป็น "ประเทศแรกในรอบ 13 ปี" ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอยู่ในกลุ่มสีแดงนี้
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเวียดนามกำลังได้รับ "แรงหนุน" จากกลุ่มบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่นำโดย "เทสลา" (Tesla) และ "ซัมซุง" (Samsung) ซึ่งเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ส่งเสียงคัดค้านการขึ้นภาษีดังกล่าว และคัดง้างกับอุตสาหกรรมในสหรัฐฝั่งที่สนับสนุนให้ขึ้นภาษีเวียดนาม
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างเอกสารแสดงความเห็นที่ยื่นต่อรัฐบาลสหรัฐว่า ภาคธุรกิจสหรัฐกำลังเสียงแตกว่า วอชิงตันควรประกาศมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามรอบใหม่ภายในเดือนนี้หรือไม่ โดย Tesla และ Samsung ไม่เห็นด้วยในขณะที่บริษัทและกลุ่มอุตสาหกรรมบางส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการลงโทษ
สหรัฐกล่าวหาเวียดนามว่า "ล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง" ในการแก้ปัญหาเรื่องการคุ้มครองและบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามาอย่างยาวนาน
นอกจากเคสนี้แล้ว สหรัฐยังดำเนินการสอบสวนอีกกรณีหนึ่งในข้อกล่าวหาว่า เวียดนาม "มีกำลังการผลิตส่วนเกินมากเกินไป" ซึ่งรัฐบาลเวียดนามเรียกร้องให้วอชิงตันดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นกลาง
ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า หากสหรัฐตัดสินใจใช้มาตรการภาษีจากปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จะเป็นการเก็บภาษีสินค้าจากเวียดนามในวงกว้าง หรือจำกัดเฉพาะบางอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามในอัตราทั่วไป 12.5% ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม หลังสอบสวนข้อกล่าวหาว่าเวียดนามไม่สามารถป้องกัน "การนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ" ได้อย่างเพียงพอ
ก่อนหน้านี้ เวียดนามซึ่งถูกกล่าวหามาอย่างยาวนานว่าเป็น "ทางผ่านของสินค้าจีน" เพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่น เคยถูกสหรัฐเก็บภาษีนำเข้า 20% หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีในวันปลดแอกการค้า หรือ Liberation Day แต่ต่อมาศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยให้มาตรการภาษีดังกล่าวเป็นโมฆะ
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า เป้าหมายของรัฐบาลทรัมป์คือ "การนำมาตรการภาษีกลับมาใช้ใหม่ ในอัตราอย่างน้อยเท่ากับระดับที่ถูกศาลฎีกายกเลิกไป"
Tesla-Samsung นำทีมค้านขึ้นภาษี
"Tesla" เรียกร้องให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) "คำนึงถึงความต้องการด้านห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตในสหรัฐ" โดยระบุในเอกสารแสดงความเห็นที่ส่งเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ว่า ยังไม่สามารถจัดหาชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงและเครื่องจักรการผลิตที่มีความแม่นยำสูงบางประเภทจากผู้ผลิตภายในประเทศได้ แม้บริษัทต่างๆ จะลงทุนขยายกำลังการผลิตในสหรัฐไปแล้วเป็นจำนวนมากก็ตาม
ด้านบริษัท "Samsung" ในสหรัฐ แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยชี้ว่าเวียดนามเป็นฐานผลิตสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์เครือข่ายจำนวนมากของซัมซุงสำหรับส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ
ทั้งนี้ ซัมซุงจากเกาหลีใต้เป็น "นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม" โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.45 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ กลุ่มค้าปลีกและสมาคมการค้าที่เป็นตัวแทนอุตสาหกรรมซึ่งมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในเวียดนาม ทั้งรองเท้า เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น จักรยานและเครื่องเล่นวิดีโอเกม ต่างก็คัดค้านการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามเพิ่มเติมเช่นกัน
เหล็ก-โซลาร์ จี้สหรัฐขึ้นภาษี
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมสหรัฐบางส่วนกลับสนับสนุนการใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติม โดยสมาคมที่เป็นตัวแทนผู้ผลิตเหล็ก อาหารทะเล ไม้อัด แผงโซลาร์เซลล์ และผลิตภัณฑ์ไม้ กล่าวหาเวียดนามว่าดำเนินแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามรอบใหม่
ทั้งนี้ การส่งออกของเวียดนามไปสหรัฐเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่ "เกินดุล" การค้าสินค้ากับสหรัฐมากที่สุด จนพุ่งขึ้นแซงหน้า "จีน" และ "เม็กซิโก" ไปแล้ว จากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับ 4 เมื่อสิ้นปี 2025
นอกจากกลุ่มอุตสาหกรรมข้างต้น บรรดากลุ่มผู้ถือครองลิขสิทธิ์ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์ และดนตรี ก็ยังเรียกร้องให้วอชิงตันผลักดันให้เวียดนามให้คำมั่นที่เป็นรูปธรรมในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ที่แพร่หลายด้วย
สมาคม Business Software Alliance ซึ่งมีสมาชิกเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft, Oracle และ IBM ระบุว่า ซอฟต์แวร์ประมาณ 3 ใน 4 ที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์พีซีในเวียดนาม "ไม่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย" โดยอ้างอิงผลสำรวจเมื่อปี 2017 และวิจารณ์ว่าเวียดนามไม่มีการบังคับใช้กฎหมายมากพอ แม้รัฐบาลเวียดนามจะให้คำมั่นหลายครั้งว่าจะแก้ไขปัญหานี้ก็ตาม
ด้านสมาคมภาพยนตร์สหรัฐ (Motion Picture Association) ระบุว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ โดยเป็นที่ตั้งของเว็บไซต์ที่เผยแพร่ภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งมีผู้เข้าชมจากทั่วโลกมากกว่า 1.25 หมื่นล้านครั้งในปีที่แล้ว
สมาคมดังกล่าวเรียกร้องให้เวียดนามเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย และเปิดโอกาสให้ธุรกิจ "บริการสตรีมมิง" ที่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าถึงตลาดเวียดนามได้มากขึ้น
ที่มา: Reuters





