วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘Apple’ หวนคืนบริษัทมูลค่าสูงสุดในโลก เบียด ‘Nvidia’ หลังนักลงทุนหนีความเสี่ยงเอไอ

Apple Inc. ทวงคืนตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าบริษัทตามราคาตลาดสูงที่สุดในโลกกลับมาจาก Nvidia Corp. หลังนักลงทุนหันไปถือครองหุ้นผู้ผลิตไอโฟนเพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

KEY POINTS

  • Apple กลับขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงที่สุดในโลก แซงหน้า Nvidia ได้สำเร็จ
  • นักลงทุนย้ายเงินไปถือหุ้น Apple ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากความกังวลเรื่องการทุ่มงบประมาณมหาศาลในเทคโนโลยี AI ของบริษัทเทคฯ อื่นๆ
  • แม้หุ้น Apple จะปรับตัวลง แต่หุ้น Nvidia ร่วงลงแรงกว่า หลังผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนใน AI

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Apple Inc. ทวงคืนตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าบริษัทตามราคาตลาดสูงที่สุดในโลกกลับมาจาก Nvidia Corp. ได้สำเร็จเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังนักลงทุนปรับยุทธศาสตร์ หันไปถือครองหุ้นของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไอโฟนเพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางกระแสความหวาดวิตกเกี่ยวกับการทุ่มงบประมาณมหาศาลในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ

แม้ราคาหุ้นของ Apple จะปรับตัวลดลง 1.2% ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทตามราคาตลาดปิดที่ระดับ 5.03 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ราคาหุ้นของ Nvidia ดิ่งลงแรงถึง 4.2% ส่งผลให้มูลค่าบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 4.93 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ Apple สามารถแซงหน้า Nvidia ขึ้นมาครองอันดับหนึ่งได้อีกครั้ง หลังจากที่เคยแซงขึ้นมาช่วงสั้นๆ เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แรงเทขายในตลาดหุ้นเมื่อวันศุกร์เกิดขึ้นหลังจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็น Intel Corp. และ Amazon.com Inc. ตามรอยรายงานงบการเงินของ Alphabet Inc. และ Meta Platforms Inc. ที่สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนก่อนหน้านี้ โดยผลประกอบการเหล่านี้ได้จุดชนวนความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับแนวโน้มและความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณในเทคโนโลยีเอไอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Apple เลี่ยงและจำกัดการลงทุนมาโดยตลอด

ความกังวลที่ว่าการทุ่มเงินลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลเอไอ อาจไม่คุ้มค่าหรือได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มทุน ได้กลายเป็นปัจจัยดันให้ Apple ซึ่งเน้นควบคุมรายจ่ายลงทุน กลายเป็นหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดในกลุ่ม Magnificent Seven ในปีนี้ โดยราคาหุ้นของแอปเปิลทะยานขึ้นไปแล้วถึง 27% ในปี 2026 ซึ่งคิดเป็นระดับการเติบโตที่สูงกว่า Nvidia ถึงสองเท่า

การเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของงบลงทุน ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสถานะทางการเงินของบริษัทชั้นนำอย่าง Alphabet Inc. และ Amazon.com Inc. จนกระทั่งกระแสเงินสดอิสระพลิกกลับมาติดลบ บีบให้บริษัทเหล่านี้ต้องหันไปพึ่งพาการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงกำลังดันต้นทุนการกู้ยืมให้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม Apple กลับถูกคาดการณ์ว่ากระแสเงินสดอิสระจะพุ่งสูงขึ้นถึง 38% แตะระดับ 1.42 แสนล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ดัชนีในตลาดหุ้นก็สะท้อนถึงภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลดลง 6.7% ในเดือนตุลาคม ซึ่งถือเป็นผลงานรายเดือนที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 โดยหุ้นของ CoreWeave Inc. และ Nebius Group ซึ่งเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลและระบบประมวลผลเอไอ ปรับตัวลดลงมากกว่า 30% ในเดือนนี้ ขณะที่หุ้นของอินเทลร่วงลงรุนแรงกว่า 45% ในเดือนตุลาคม นับเป็นการปรับตัวลดลงในเดือนเดียวที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่บลูมเบิร์กเริ่มรวบรวมข้อมูลมากว่า 40 ปี