การขนส่งน้ำมันดิบเริ่มฟื้นตัวกลับคืนมาเนื่องจากกองทัพสหรัฐได้ส่งกำลังคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน ขณะที่อุตสาหกรรมการเดินเรือปรับตัวสู้ภัยสงครามในอ่าวเปอร์เซีย
KEY POINTS
- อุตสาหกรรมเดินเรือพัฒนาระบบ "เรือรับส่ง" (Shuttle system) เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือลำแรกจะขนน้ำมันผ่านช่องแคบไปถ่ายให้เรืออีกลำที่รออยู่นอกพื้นที่เสี่ยง
- การขนส่งน้ำมันดิบยังคงดำเนินต่อไปได้โดยอาศัยการคุ้มกันจากกองทัพสหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ความยั่งยืนของภารกิจนี้ยังไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองสหรัฐ
- ระบบที่ซับซ้อนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและอัตราค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและกำไรของโรงกลั่นในเอเชีย
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ทางการเตหะรานได้ตอบโต้ด้วยการเปิดฉากโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตัดขาดเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบหลักของโลก โดยในช่วงเริ่มต้น ยุทธการดังกล่าวส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบทรุดตัวลงเกือบ 90% เหลือเพียง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับระดับ 16 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา การขนส่งน้ำมันดิบเริ่มฟื้นตัวกลับคืนมาเนื่องจากกองทัพสหรัฐได้ส่งกำลังคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน ขณะที่อุตสาหกรรมการเดินเรือเร่งปรับตัวสู้ภัยสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกยังคงอยู่ในระดับสูง แม้การโจมตีจะทวีความรุนแรงที่สุดในรอบปีก็ตาม
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีรายงานเรือสินค้าตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมากกว่าช่วงเวลาใดๆ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดยข้อมูลจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ณ วันที่ 27 ตุลาคม มีเรืออย่างน้อย 30 ลำถูกโจมตี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบ ส่งผลให้ลูกเรือได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 16 ราย ตัวเลขการโจมตีนี้นับว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากเดือนกันยายน
ยาโคบ ลาร์เซน หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยและความมั่นคงของ BIMCO สมาคมการเดินเรือระหว่างประเทศรายใหญ่ ชี้ว่า สถานการณ์เข้าขั้นตึงเครียดเนื่องจากเรือสินค้าตกเป็นเป้าหมายแทบจะวันเว้นวัน
ความปลอดภัยที่ต่ำลงในอ่าวเปอร์เซียส่งผลให้ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 13% ในเดือนนี้ โดยซื้อขายเหนือระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกือบแตะระดับสูงสุดที่ 118.35 ดอลลาร์เมื่อช่วงที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีเรือครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม
อย่างไรก็ดี ข้อมูลจาก Kpler พบว่าการส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซในเดือนตุลาคมเฉลี่ยอยู่ที่เกือบ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเพียง 2% จากเดือนกันยายน แม้สถานการณ์ความรุนแรงจะยกระดับขึ้นก็ตาม
แมรี่ เมลตัน นักวิเคราะห์เรือบรรทุกน้ำมันอาวุโสจากบริษัทนายหน้าเดินเรือ Braemar ในลอนดอน ระบุว่า หากประเมินภาพรวมของปริมาณน้ำมันที่ทยอยออกจากพื้นที่ ถือว่ายังไม่ได้รับผลกระทบกระทบรุนแรงถึงขั้นหยุดชะงักลงไป
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขนส่งน้ำมันดิบมีความยืดหยุ่นและยังคงดำเนินต่อไปได้ เกิดจากการที่อุตสาหกรรมการเดินเรือได้ปรับรูปแบบการปฏิบัติงานเพื่อรับมือกับภัยคุกคาม โดยมีการปรับขึ้นอัตราค่าระวางเรืออย่างก้าวกระโดด ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการยอมเสี่ยงภัยเดินเรือในพื้นที่นี้
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ให้บริการเดินเรือยังได้พัฒนาระบบ "เรือรับส่ง" (Shuttle system) เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี โดยเรือบรรทุกน้ำมันจะทำการโหลดน้ำมันดิบที่ท่าเรือในอ่าวเปอร์เซีย จากนั้นจะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยปิดเครื่องส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง เพื่อนำน้ำมันไปถ่ายโอนให้กับเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำที่จอดรออยู่นอกช่องแคบในอ่าวโอมาน ก่อนจะลำเลียงไปส่งยังโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียต่อไป ซึ่งระบบนี้ช่วยลดต้นทุนค่าประกันภัยสำหรับเรือที่จอดรออยู่นอกพื้นที่เสี่ยงภัยได้เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ระบบเรือรับส่งจะช่วยให้การส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวพุ่งขึ้นมากกว่า 70% นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ระบบนี้มีความซับซ้อนทางการจัดการ มีต้นทุนสูง และจำเป็นต้องใช้เรืออุปกรณ์และลูกเรือที่มีประสบการณ์จำนวนมาก โดยปัจจุบันมีกองเรือซูเปอร์แทงเกอร์ทั่วโลกประมาณ 20% ที่ถูกดึงมาใช้ในภารกิจขนถ่ายน้ำมันนี้ ส่งผลให้อัตราค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งขึ้นมหาศาล ค่าเช่าเรือซูเปอร์แทงเกอร์จากอ่าวโอมานไปเอเชียพุ่งจาก 249,000 ดอลลาร์ต่อวันเมื่อเดือนกันยายน ไปแตะระดับมากกว่า 900,000 ดอลลาร์ต่อวันในสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม หรือคิดเป็นต้นทุนค่าขนส่งสูงถึง 21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 6.50 ดอลลาร์เมื่อเดือนกันยายน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อกำไรของโรงกลั่นในเอเชียอย่างรุนแรง จนทำให้ผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียหลายรายต้องยอมแบกรับต้นทุนและรับความเสี่ยงในการขนส่งเองเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในเอเชียคืนจากสหรัฐ และผู้ผลิตในฝั่งแอตแลนติก
ระบบการขนส่งน้ำมันดิบที่ซับซ้อนและมีต้นทุนสูงนี้จะยั่งยืนหรือไม่ ยังคงขึ้นอยู่กับการคุ้มกันทางอากาศจากกองทัพสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งหากปราศจากเครื่องบินขับไล่ เฮลิคอปเตอร์ และโดรนของสหรัฐ ก็ยากที่จะมีเจ้าของเรือรายใดยอมเสี่ยงนำเรือเข้าพื้นที่
ขณะเดียวกัน อนาคตของการปฏิบัติการทางการทหารของสหรัฐยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะหากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในวันอังคารนี้ ซึ่งอาจมีการเรียกร้องให้กดดันประธานาธิบดีสั่งยุติสงคราม
ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐได้ออกประกาศเตือนให้เรือสินค้าที่ไม่มีความจำเป็น หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น ท่ามกลางรายงานข่าวที่ว่าสหรัฐ ได้แจ้งเตือนชาติพันธมิตรอาหรับให้เตรียมพร้อมรับมือกับยุทธการทางทหารระยะสั้นแต่เข้มข้นที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย. นี้





