เปิดแผนยุทธศาสตร์ ‘รัสเซีย-ไทย‘ ผ่านเวที Russian-Thai Investment Forum 2026
พาณิชย์-พลังงาน ชูโอกาสทอง จับคู่พลังงาน-อาหาร ดัน EEC สู่ฮับลงทุน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สร้างซัพพลายเชนร่วมกัน รับวาระ 130 ปีความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย
การประชุมฟอรัมการลงทุนรัสเซีย-ไทย ครั้งที่ 2 (Russian-Thai Investment Forum 2026) ได้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 30–31 ตุลาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “รัสเซีย – ไทย: ยุคใหม่แห่งความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ได้เปิดฉากการค้าและการลงทุนในหลายด้าน โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมใหม่”
นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของรัฐบาลทั้งสองฝ่ายในการสร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน รวมถึงการจัดทำกรอบข้อตกลงทางกฎหมายที่จำเป็น โดยนอกจากข้อตกลงที่มีการลงนามกันไปแล้ว ภาครัฐกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อสรุปชุดข้อตกลงความร่วมมือขนาดใหญ่ในหลากหลายสาขา เช่น ด้านศุลกากร การศึกษา วัฒนธรรม และกีฬา
และที่สำคัญที่สุดคือ การเร่งจัดทำข้อตกลงว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและตอบโจทย์อย่างยิ่งต่อการจัดเวทีฟอรัมการลงทุนในครั้งนี้
พร้อมกันนี้ ท่านทูตยังได้กล่าวถึงความพร้อมของรัฐบาลในการร่วมมือกันขจัดอุปสรรคและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เพื่อเปิดทางไปสู่อนาคตการลงทุน
ในมิติภาพรวมความสัมพันธ์ ท่านทูตได้เริ่มต้นกล่าวถึงความสัมพันธ์ในปีถัดไปที่จะดำเนินไปภายใต้สูตร “130 - 30 - 30” คือ ครบรอบ 130 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียและไทย ถัดมาคือครบรอบ 30 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างกรุงมอสโกและกรุงเทพมหานคร และครบรอบ 30 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างกรุงเทพมหานครและนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
‘พาณิชย์’ ชูร่วมมือการลงทุน 'รัสเซีย-ไทย'
ด้าน ดร. กิริฎา เภาพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย ได้เน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียที่ยาวนานกว่า 130 ปี ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยความผูกพันระดับประชาชน กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับรัสเซียในฐานะพันธมิตรทางการค้าหลัก โดยจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก ซึ่งเป็น 1 ใน 58 แห่งทั่วโลก
ในด้านมูลค่าการค้ารวมสองทางระหว่างไทยและรัสเซียอยู่ที่เกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่การลงทุนจากฝ่ายรัสเซียในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ และไทยไปลงทุนในรัสเซียประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์
ดร. กิริฎา ยังเสนอให้ทั้งสองประเทศปรับเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การ "สร้างร่วมกัน" (Co-creating) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น โดยเน้น 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่
- ภาคเกษตรและอาหาร จากการแลกเปลี่ยนปุ๋ยเคมีจากรัสเซียกับการส่งออกอาหารของไทยเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร
- ภาคการท่องเที่ยว จากส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางการแพทย์
- ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่นำความเชี่ยวชาญด้านโพสต์โปรดักชั่นของรัสเซียมาผสานกับศักยภาพการผลิตของไทยเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก
กรอบความร่วมมือ การผลักดันทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่ม EAEU และการสนับสนุนไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก BRICS
'เอกนัฎ’ ชู จับคู่ 'น้ำมันดิบ-LNG-ปุ๋ย’ แลก 'อาหารไทย’
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทย ชี้ให้เห็นถึงความสอดคล้องเกื้อกูลกันในด้านพลังงานและวัตถุดิบ เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ส่วนรัสเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ของโลก
ปัจจุบันไทยเผชิญความท้าทายจากวิกฤติความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาการขนส่งในทะเลแดง แม้ประเทศไทยจะมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง ที่มีกำลังการกลั่นรวมเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แต่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% โดย 60% เคยนำเข้าจากตะวันออกกลาง ทำให้จำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยงในการจัดหาพลังงาน
นอกจากนี้ ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในไทยยังเติบโตอย่างก้าวกระโดดตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ AI และ Data Center ซึ่งปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้รับการยื่นขอใช้ไฟฟ้ารวมมากกว่า 30 กิกะวัตต์
ทั้งนี้ โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยยังคงพึ่งพาแก๊สธรรมชาติสูงถึง 60% และเป็นการนำเข้า LNG ถึง 30% จึงเป็น ”โอกาส“ สำคัญในการสร้างความร่วมมือกับรัสเซียเพื่อนำเข้าน้ำมันดิบ แก๊สธรรมชาติ LNG และปุ๋ยเคมี โดยไทยพร้อมส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
เชื่อมฐานผลิตไทยสู่ ‘อาเซียน'
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอแนวทางสร้างสรรค์ร่วมกันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป, ยานยนต์, อุตสาหกรรมอัจฉริยะ, ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ, อิเล็กทรอนิกส์และพลังงานดิจิทัล, การท่องเที่ยวและการค้าปลีก รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์
พร้อมระบุว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ พลังงาน และทำเลที่ตั้ง ซึ่งสามารถใช้เป็นประตูเชื่อมต่อสู่ตลาดประชากรในภูมิภาคอาเซียนกว่า 670 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันการเจรจาทำข้อตกลง FTA และการส่งเสริมความร่วมมือในระดับธุรกิจ SME เพื่อสร้างรูปแบบการร่วมทุนในระยะยาวร่วมกัน
EEC เปิดหมุด 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ดึงทุน ‘รัสเซีย‘
ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) ได้นำเสนอความพร้อมของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากรัสเซียทั้งในรูปแบบ B2B, P2P และ P2B
ดร.จุฬาได้เน้นย้ำ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่ไทยมีจุดแข็ง คือ
- การแพทย์และสุขภาพ เปิดทางให้ร่วมทุนในโรงพยาบาลและผลิตยา/เวชภัณฑ์
- เทคโนโลยีดิจิทัล ครอบคลุมการลงทุนชิปเซมิคอนดักเตอร์, Data Center และเทคโนโลยีขั้นสูง
- ยานยนต์และระบบขนส่งสมัยใหม่ ต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องบิน โดรน ยานพาหนะทุกประเภท และระบบขับเคลื่อนสมัยใหม่
- เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG) การเกษตรชีวภาพ วัสดุหมุนเวียน/รีไซเคิล และอุตสาหกรรมสีเขียวทั้งหมด
- บริการระดับสูง ทั้งการท่องเที่ยวระดับบน โลจิสติกส์ การศึกษา และอุตสาหกรรมภาพยนตร์
โดย EEC พร้อมมอบแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนแบบปรับแต่งเฉพาะราย แบบตัวต่อตัวตามงบประมาณและความต้องการของนักลงทุนแต่ละราย





