วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 26-30 ตุลาคม 2569

เงินบาทแข็งค่าขึ้นหลังการประชุมเฟด ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดลบเป็นสัปดาห์ที่สาม

สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท

• เงินบาทอ่อนค่าในช่วงแรก แต่พลิกแข็งค่ากลับมาหลังผลการประชุมเฟด

เงินบาทอ่อนค่าผ่านแนว 33.80 ในช่วงต้นสัปดาห์ สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้นจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงส่งสัญญาณในเชิงคุมเข้มและให้น้ำหนักกับการดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อแม้จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมเดือนต.ค. นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติมจากความต้องการซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงใกล้สิ้นเดือนด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ หลังผลการประชุมกนง.ซึ่งแม้จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมที่ 1.00% แต่ตลาดตีความจากแถลงการณ์หลังการประชุมว่า โอกาสของการลดดอกเบี้ยน่าจะยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเนื่องจากกนง. ส่งสัญญาณติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อและผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังเผชิญแรงขายเพื่อปรับโพสิชัน สอดคล้องกับการย่อตัวกลับลงมาของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบเดิม 3.75-4.00% ตามที่ตลาดคาด และน่าจะมีแรงกดดันทางอ้อมเพิ่มเติมหลัง ECB และ BOJ ส่งสัญญาณเตรียมคุมเข้มนโยบายการเงินในการประชุมรอบถัดไปในเดือนธ.ค.

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 26-30 ตุลาคม 2569

• ในวันศุกร์ที่ 30 ต.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.73 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า (22 ต.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 26-30 ต.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 460 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 2,548 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 2,148 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 400 ล้านบาท)

• สัปดาห์ระหว่างวันที่ 2-6 พ.ย. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.30-34.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (3 พ.ย.) สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ และตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของไทย

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ISM และ PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนต.ค. ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ยอดสั่งซื้อภาคโรงงาน เดือนก.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม BOE (5 พ.ย.) ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของยูโรโซน และข้อมูล PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการ เดือนต.ค. ของหลายประเทศชั้นนำด้วยเช่นกัน

สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย

• ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงจากสัปดาห์ก่อน โดยแตะจุดต่ำสุดในรอบกว่า 5 เดือนช่วงท้ายสัปดาห์

SET index ปรับตัวขึ้นช่วงสั้น ๆ ต้นสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มแบงก์และกลุ่มท่องเที่ยวเข้ามาหนุน ก่อนจะปรับตัวลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ท่ามกลางแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี หลังจากบจ. รายใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ออกมาต่ำกว่าคาด

นอกจากนี้ แรงขายหุ้นกลุ่มโรงกลั่นจากความกังวลเรื่องแนวโน้มการทำกำไรหลังภาครัฐประกาศปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ก็มีส่วนกดดันดัชนีหุ้นไทยด้วยเช่นกัน

MONEY AND STOCK MARKET REVIEW วันที่ 26-30 ตุลาคม 2569

ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงต่อเนื่องจนถึงช่วงท้ายสัปดาห์ไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 5 เดือนครึ่งที่ระดับ 1,511.58 จุด โดยเผชิญแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงของกลุ่มนักลงทุนระหว่างรอติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ตลอดจนสถานการณ์ในตะวันออกกลางหลังการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ แรงขายกระจายไปในหุ้นหลายกลุ่มอุตสาหกรรม นำโดย กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ (หลังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานผลประกอบการต่ำกว่าคาด)

• ในวันศุกร์ที่ 30 ต.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,518.59 จุด ลดลง 2.82% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 67,721.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.27% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 2.56% มาปิดที่ระดับ 214.08 จุด

• สัปดาห์ถัดไป (2-6 พ.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,515 และ 1,500 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,530 และ 1,550 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (3 พ.ย.) ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนต.ค. ของไทย ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบจ.ไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตและการบริการ ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนต.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนต.ค. ของยูโรโซน อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนต.ค. (เบื้องต้น) และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ย. ของยูโรโซน