วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธุรกิจแห่ปรับโครงสร้าง ดันยอดเลิกจ้างสิงคโปร์พุ่ง 4,800 คน สูงสุดนับแต่โควิด

ตลาดแรงงานสิงคโปร์ส่งสัญญาณเตือน ยอดปลดพนักงานไตรมาส 3 พุ่งแตะ 4,800 คน สูงสุดนับตั้งแต่วิกฤติโควิดปี 2563 เซ่นพิษภาคธุรกิจแห่ปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศ แม้ภาพรวมจ้างงานยังโต แต่คนท้องถิ่นเริ่มตกงานเพิ่ม

สถานการณ์เศรษฐกิจและการจ้างงานสิงคโปร์ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ โดยกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ เปิดเผยรายงานตลาดแรงงานล่าสุดระบุว่า ตัวเลขการเลิกจ้างงานในไตรมาส 3 ของปี 2569 (ก.ค.-ก.ย.) พุ่งสูงถึง 4,800 คน ขยับเพิ่มขึ้นจาก 4,620 คน ในไตรมาส 2

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนับเป็นสถิติการปลดพนักงานที่สูงที่สุด นับตั้งแต่ช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไตรมาส 4 ปี 2563 ซึ่งครั้งนั้นมียอดเลิกจ้างสูงถึง 5,640 คน

ปัจจัยหลักที่กดดันให้ยอดการปลดพนักงานเพิ่มสูงขึ้น มาจากการที่ภาคธุรกิจต้องเร่ง "ปรับโครงสร้างองค์กร" เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยกระทรวงแรงงานระบุชัดเจนว่า การเลิกจ้างยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกและตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปช่วงหลังปี 2563 ตลาดแรงงานสิงคโปร์เคยอยู่ในภาวะตึงตัว ขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากมาตรการคุมเข้มการเดินทางช่วงโควิดทำให้แรงงานต่างชาติทยอยเดินทางออกจากศูนย์กลางธุรกิจแห่งนี้ แต่ปัจจุบันทิศทางดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป

แม้ภาพรวมการจ้างงานในไตรมาส 3 จะยังขยายตัวได้ดี โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 27,700 อัตรา โดยเติบโตเร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับ 11,400 อัตราในไตรมาส 2 

ทั้งนี้ อัตราว่างงานโดยรวมในเดือน ก.ย. ยังทรงตัวในระดับต่ำที่ 2.0% แต่หากเจาะลึกไปที่กลุ่มคนทำงานท้องถิ่นกลับพบสัญญาณที่น่ากังวล

อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานของผู้มีถิ่นพำนัก (Resident) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.0% จากระดับ 2.9%และกลุ่มพลเมืองสิงคโปร์ (Citizen) ขยับขึ้นแตะ 3.1% จากเดิม 3.0% ในเดือน ส.ค.

นอกจากนี้ สัดส่วนของบริษัทที่มีแผนจะเลิกจ้างพนักงานในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ยังขยับเพิ่มขึ้นเป็น 3.1% จาก 2.8% ในเดือนก่อนหน้าอีกด้วย

กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ ย้ำเตือนในรายงานว่า "แม้ตลาดแรงงานโดยรวมจะยังคงขยายตัว แต่ตัวเลขการเลิกจ้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับแนวโน้มที่บริษัทต่างๆ เตรียมปลดคนเพิ่ม ถือเป็นสัญญาณสะท้อนความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ในบางจุดของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป"