ชาติพันธมิตรสหรัฐ ชะลอเข้าซื้อบอนด์ พบยอดซื้อสุทธิช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ดิ่งลงกว่า 60% นำโดยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ท่ามกลางภาระหนี้สหรัฐพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์
การเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับรัฐบาลวอชิงตัน ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะยอมเป็นแหล่งเงินทุนที่ยอมเข้ามาช่วยแบกรับภาระการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐเสมอไป
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ พบว่า ประเทศและภูมิภาคที่มีจุดยืนสอดคล้องกับสหรัฐมากที่สุดมียอดซื้อสุทธิพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ไม่รวมตั๋วเงินคลังระยะสั้น ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.743 แสนล้านดอลลาร์ ลดลงกว่า 60% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า และถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564
เอเชียเทขายบอนด์สหรัฐครั้งใหญ่
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในภูมิภาค “เอเชีย” ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่เกินดุลการค้าสูง กำลังนำเงินไปลงทุนในหนี้สหรัฐน้อยลง โดยญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลก เข้าซื้อสุทธิเพียง 389 ล้านดอลลาร์ในช่วง 8 เดือนแรก หรือลดลงถึง 99% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะที่เกาหลีใต้ขายสุทธิออกไปถึง 2.38 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติการเทขายสูงสุดสำหรับช่วงเวลาเดียวกันนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2520 เช่นเดียวกับไต้หวันที่มีสถานะผู้ขายสุทธิเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่มีคำอธิบายตายตัว โดยรัฐบาลชาติต่างๆ แทบไม่ได้เปิดเผยแผนการใดๆ เกี่ยวกับการถอยห่างจากพันธบัตรสหรัฐ รวมทั้งข้อมูลก็ไม่ได้แยกแยะระหว่างยอดซื้อของรัฐบาลกับการลงทุนภาคเอกชนในระดับประเทศ
ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยหลักที่ส่งผลร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาค่าเงินที่อ่อนแอ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศที่สูงขึ้น ความต้องการลงทุนในตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้น และความกังวลต่อนโยบายของสหรัฐ
"ตลาดพันธบัตรไม่ได้กำลังสูญเสียผู้ซื้อต่างชาติ แต่กำลังสูญเสียผู้ซื้อแบบอัตโนมัติ" มาซาฮิโกะ ลู นักกลยุทธ์อาวุโสด้านตราสารหนี้จาก State Street Investment Management ซึ่งบริหารจัดการสินทรัพย์กว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์
พร้อมเสริมว่า “การดำเนินนโยบายของสหรัฐที่คาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเพิ่มน้ำหนักการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในสัดส่วนสูงแบบแบบอัตโนมัติกลายเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้"
เงินดอลลาร์แข็งค่ากดดันกำลังซื้อ
ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ต้องพึ่งพานักลงทุนเพื่อนำเงินมาสนับสนุนการใช้จ่ายมากขึ้น
ขณะที่นโยบายภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความไม่แน่นอนทางนโยบาย ได้จุดกระแสความกังวลต่อแนวโน้มระยะยาวของค่าเงินดอลลาร์ ผนวกกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดต่างๆ ตั้งแต่ญี่ปุ่นไปจนถึงยุโรปที่ทยอยปรับตัวขึ้น ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
ปกติแล้วกลุ่มผู้มีเงินออมขนาดใหญ่ในเอเชียมักจะแปลงเงินส่วนเกินดุลเป็นดอลลาร์และพักเงินไว้ในพันธบัตรสหรัฐ แต่ในปีนี้ค่าเงินในเอเชียที่อ่อนค่าลงได้บั่นทอนกำลังซื้อ และกดดันให้ธนาคารกลางต้องนำทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาใช้เพื่อพยุงค่าเงิน
อย่างกรณีของค่าเงินเยนของญี่ปุ่นที่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ทางการโตเกียวต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์อื่นๆ ในช่วงกลางปีเพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินเยน
เช่นเดียวกับค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ก็ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 ก่อนจะฟื้นตัวได้ในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ รัฐบาลชาติต่างๆ ยังคงสงวนท่าทีสำหรับแนวทางการบริหารการถือครองสินทรัพย์ โดยในเดือน พ.ค. เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อพยุงค่าเงินเยนอาจส่งผลเสีย และทางการยังคงตระหนักถึงความเสี่ยงของการเทขายหลักทรัพย์ที่ถือครองอยู่
ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยในเดือน ก.ย. ว่า มีแผนกระจายการลงทุนของเงินสำรองบางส่วนที่บริหารโดยบริษัทจัดการลงทุนในประเทศ ไปยังสินทรัพย์อื่นนอกเหนือจากพันธบัตรสหรัฐ
ทางเลือกลงทุนปิดกว้างขึ้น
แม้ว่ากระแสเงินทุนจากเอเชียจะไหลออกไปยังต่างประเทศ แต่พันธบัตรสหรัฐกลับไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกอีกต่อไป
แบรด เซตเซอร์ นักวิชาการอาวุโสจาก Council on Foreign Relations และอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่านักลงทุนเกาหลีใต้หันไปให้ความสนใจกับตลาดหุ้น ขณะที่เม็ดเงินของไต้หวันไหลเข้าสู่ตลาดทุนและเงินฝากธนาคาร
“ชาติพันธมิตรที่มีส่วนเกินดุลมหาศาลกับสหรัฐ จึงไม่ได้เป็นผู้ซื้อสุทธิรายใหญ่อีกต่อไป" เซตเซอร์กล่าว
เขามองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงแนวโน้ม "Dereservification" หรือการที่สินทรัพย์ต่างประเทศถูกกระจายออกไปถือครองนอกทุนสำรองแบบดั้งเดิมของธนาคารกลาง โดยหันไปบริหารผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญ ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ แม้จะไม่ใช่กระบวนการลดบทบาทเงินดอลลาร์ (De-dollarization) เสียทีเดียว แต่ก็หมายความว่าความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จากภาครัฐโดยตรงกำลังลดลง
นักลงทุนชาวญี่ปุ่นเองก็มีเหตุผลที่จะเก็บเงินไว้ในประเทศมากขึ้น เมื่ออัตราผลตอบแทนในประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่พวกเขาจะได้รับจากการโยกเงินไปลงทุนในต่างประเทศจึงน้อยลง
"ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรของสหรัฐ และเราเริ่มเห็นสัญญาณบ่งชี้ว่ามีการค่อยๆ คลายสถานะแครี่เทรดเกิดขึ้นจริง" โอลิเวอร์ เลฟวิงสตัน นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยกลุ่ม G-10 จาก BofA Securities กล่าว โดยอ้างอิงถึงกลยุทธ์การกู้ยืมเงินเยนดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในที่อื่น
เอกชนเข้าซื้อแทนรัฐ
การชะลอตัวของพันธมิตรไม่ได้หมายความว่าสหรัฐกำลังขาดแคลนผู้ซื้อ เนื่องจากนักลงทุนภาคเอกชน ทั้งกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Funds) ธนาคารพาณิชย์ และกองทุนรวม ได้ก้าวเข้ามาทดแทน จนสัดส่วนการถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐของภาคเอกชนพุ่งขึ้นแตะราว 70% ซึ่งใกล้เคียงระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2533
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อราคาและอัตราผลตอบแทนสูงกว่ามาก ซึ่งนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ และนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
เพราะหากนักลงทุนเริ่มกังวลต่อนโยบายการเงิน ภาวะเศรษฐกิจ การขาดดุลงบประมาณที่มากขึ้น หรือสัญญาณที่ออกมาจากทำเนียบขาว ตลาดอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรง
ความอ่อนไหวนี้เองเป็นปัจจัยกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ทะลุระดับ 5% ในปีนี้ โดยเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 5.01% ในช่วงการซื้อขายตลาดเอเชีย
ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับสหรัฐกลับมียอดซื้อสุทธิพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อยู่ที่ 1.71 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเดือน ม.ค. ถึง ส.ค. ซึ่งเป็นการพลิกกลับมาซื้อสุทธิเป็นครั้งแรกหลังจากเทขายติดต่อกันมานาน 4 ปี แม้ว่าตัวเลขนี้จะคิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ของยอดซื้อจากกลุ่มประเทศพันธมิตรก็ตาม
โดยจีนยังคงครองตำแหน่งผู้ขายสุทธิรายใหญ่ที่สุด แซงหน้าเกาหลีใต้ แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าทางการปักกิ่งอาจกระจายธุรกรรมผ่านประเทศอื่น เช่น แคนาดา ส่วนเบลเยียม ซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งพักบัญชีของจีน รั้งอันดับ 3 ของผู้ขาย ขณะที่สหราชอาณาจักร ฮ่องกง และอินเดีย เป็นกลุ่มผู้ซื้อสุทธิรายใหญ่ที่สุด
ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มประเทศพันธมิตรสหรัฐดึงเงินทุนกลับจากพันธบัตร พวกเขาเคยเทขายสินทรัพย์ดังกล่าวอย่างหนักหน่วงมาแล้วในปี 2563 เมื่อวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนกแย่งชิงสภาพคล่องทั่วโลก
ตลาดสหรัฐยังเป็นเบอร์หนึ่งด้านสภาพคล่อง
ทั้งนี้ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มีมูลค่ามหาศาลถึง 32 ล้านล้านดอลลาร์ ยังคงไม่มีตลาดใดเทียบได้ในแง่ของความลึก สภาพคล่อง และความสามารถในการซื้อขายเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับเงินดอลลาร์ที่ยังคงรักษาความเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลกไว้ได้
ยอดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ ของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือน ส.ค. ยังอยู่ที่ 7.85 ล้านล้านดอลลาร์ ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าสัดส่วนการถือครองในตลาดทั้งหมดจะหดตัวลงเหลือไม่ถึง 1 ใน 3 จากที่เคยแตะจุดสูงสุด 52% ในปี 2555





