8 แบงก์ชาติขนาดใหญ่ทั่วโลกอาจขึ้นดอกเบี้ย 'ไม่มาก' อย่างที่เคยคาดการณ์ไว้ เหตุพันธบัตรทั่วโลกยังคงถูกเทขายหนัก จนต้นทุนผลตอบแทนพุ่ง ทำหน้าที่ลดแรงกดดันเงินเฟ้อแทนแบงก์ชาติ
KEY POINTS
- การเทขายพันธบัตรทั่วโลกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้อัตราผลตอบแทนและต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้น ซึ่งช่วยชะลอเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
- ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นจากตลาดพันธบัตรกำลังทำหน้าที่บางส่วนแทนธนาคารกลาง ทำให้ความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อลดลง
- นักลงทุนได้ปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางใน 8 เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ลงรวมกันเกือบ 2.00 จุดเปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่กลางเดือนกันยายน
บลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดเริ่ม "ลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย" ของธนาคารกลาง ใน 8 เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รวมแล้วเกือบ 2.00 จุดเปอร์เซนต์ นับตั้งแต่กลางเดือนก.ย. เนื่องจากตลาดพันธบัตรโลก ยังคงถูกเทขายต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนและต้นทุนกู้ยืมพุ่งสูง "จึงช่วยชะลอเศรษฐกิจและแรงกดดันเงินเฟ้อแทนการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง"
ตลาดพันธบัตรที่ถูกเทขายอย่างหนักกำลังช่วย "ทำหน้าที่บางส่วนแทนธนาคารกลางทั่วโลก" ด้วยการผลักดันต้นทุนการกู้ยืมให้สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี หลังเผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสัปดาห์ ส่งผลให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น แม้ธนาคารกลางยังไม่ได้ดำเนินมาตรการเพิ่มเติมก็ตาม
ดังนั้น นักลงทุนจึงปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย โดยข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวมพบว่า ขนาดการขึ้นดอกเบี้ยที่สะท้อนอยู่ในราคาสัญญาสวอปของ 8 เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงสหรัฐ ยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีน ลดลงรวมกันเกือบ 2.00 จุดเปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่กลางเดือนก.ย. เป็นต้นมา
ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีสัญญาณว่า แรงเทขายในตลาดพันธบัตรจะคลี่คลายลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายภาครัฐ ตั้งแต่สหรัฐไปจนถึงญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง
ขณะที่การออกตราสารหนี้จำนวนมากของภาคเอกชนเพื่อระดมทุนสำหรับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ดึงดูดเงินทุนออกจากตลาดไปเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน
ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อสินเชื่อที่อยู่อาศัยและตลาดสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งช่วยชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกับที่ธนาคารกลางต้องการให้เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
“ยิ่งตลาดสะท้อนการคาดการณ์ว่านโยบายการเงินจะเข้มงวดมากขึ้นเท่าไร ภาวะการเงินก็จะยิ่งตึงตัวมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้น ธนาคารกลางก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากเท่าเดิม หรือไม่มากเท่าที่เคยคาดไว้” เคน ออร์ชาร์ด หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ระหว่างประเทศของ T. Rowe Price ซึ่งบริหารสินทรัพย์มูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ กล่าว
ปัจจุบัน นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางใน 8 เขตเศรษฐกิจหลัก จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมกัน 5.39 จุดเปอร์เซ็นต์ ลดลงจากที่เคยคาดการณ์เอาไว้ 7.17 จุดเปอร์เซนต์ในเดือนก.ย. หรือช่วงที่ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย "สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022" ตามข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวม
ในจำนวนนี้ "ออสเตรเลีย" เป็นประเทศที่นักลงทุนปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยมากที่สุด ตามด้วยกลุ่มประเทศยูโรโซน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มฐานะการคลังของ "ฝรั่งเศส" ในขณะที่เกาหลีใต้และแคนาดามีการปรับลดคาดการณ์ลงเช่นกัน
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกโดยเฉลี่ยปรับขึ้นเหนือระดับ 4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2000 ทำให้เกิดคำถามว่า "ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะถึงจุดเปลี่ยนเมื่อใด"
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นอาจช่วยลดภาระของธนาคารกลางในการควบคุมเงินเฟ้อ แต่หากนักลงทุนมองว่าธนาคารกลางให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป ก็อาจเกิดข้อสงสัยต่อความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ และเรียกร้องผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองพันธบัตรระยะยาว
อวี้เซวียน ถัง หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนประจำเอเชียของ JPMorgan Private Bank กล่าวว่า “ท้ายที่สุด ธนาคารกลางจะต้องรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะสั้น”
“เรามองว่าตลาดอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่ในขณะนี้ประเมินความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมสูงเกินไป เนื่องจากผลกระทบของสงครามทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเพิ่มสูงขึ้น”
สำหรับนักลงทุน สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ตลาดพันธบัตรกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง
ถังมองว่า ตราสารหนี้คุณภาพสูงเป็นสินทรัพย์ที่น่าซื้อ เนื่องจากยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยอัตราผลตอบแทนที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้ความคุ้มค่าระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านธนาคาร Deutsche Bank ก็เริ่มมองเห็นโอกาสลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ โดยคริสเตียน โนลทิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนระดับโลกสำหรับธุรกิจธนาคารลูกค้าบุคคล กล่าวว่า “เรามองว่า อย่างน้อยในแง่ของพลังงาน สถานการณ์เช่นนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป”
“สถานการณ์พลังงานจะดีขึ้น และเงินเฟ้อกำลังลดลง เมื่อพิจารณาจากมุมนี้ ผมจึงไม่คิดว่าเรากำลังเข้าสู่วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเต็มรูปแบบ”
ขณะที่นักกลยุทธ์ของธนาคาร Barclays ระบุว่า ภาวะตลาดในปัจจุบันได้ช่วยลดแรงกดดันบางส่วนต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไปแล้ว
“ภาวะการเงินบางส่วนตึงตัวขึ้นโดยไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม” นักกลยุทธ์ของบาเคลย์สระบุ พร้อมเสริมว่า “หากปัจจัยอื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง สถานการณ์เช่นนี้น่าจะลดความจำเป็นเร่งด่วนที่เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่ากรอบการบริหารความเสี่ยงยังทำให้เฟดมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้นก็ตาม”
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่เห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว โดยนักวิเคราะห์บางส่วนเห็นว่า ตลาดยังประเมินความเสี่ยงที่ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยต่ำเกินไป เนื่องจากสงครามอาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อยืดเยื้อออกไปผ่านราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
ราคาน้ำมัน ยังคงอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนประเมินสถานการณ์ระหว่างการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงขึ้นโดยอิหร่าน กับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าสหรัฐ “จะไม่โจมตี” กรุงเตหะรานก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย.
แม้ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเริ่มรุนแรงจนธนาคารกลางไม่อาจมองข้าม และตัดสินใจหยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ "ความกังวลด้านการคลัง" อาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลงได้อย่างจำกัด ตามมุมมองของเคนเนธ โก๊ะ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลของธนาคาร UOB กล่าว
ทั้งนี้ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่ยังคงกังขา โดยระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นและการควบคุมการใช้จ่ายจะช่วยให้แนวโน้มการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐปรับตัวดีขึ้น “อย่างรวดเร็วมาก”
ส่วนในญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมทบทวนแผนการใช้จ่ายและรายได้ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวเคลื่อนไหวผิดไปจากที่คาดการณ์
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นมากกว่า 0.70 จุดเปอร์เซนต์ นับตั้งแต่เข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.31 จุดเปอร์เซนต์ ส่วนเยอรมนีและฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น 0.61 และ 1.21 จุดเปอร์เซนต์ตามลำดับ
ขณะนี้บรรดาธนาคารกลางยังคงส่งสัญญาณว่า พร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่เฟดลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อเดือนที่แล้ว ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2023 แม้เจ้าหน้าที่บางส่วนจะสนับสนุนให้เฟดดำเนินนโยบายอย่างยืดหยุ่น ซึ่งสะท้อนว่าเฟดอาจไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนต.ค. นี้
ด้านอินเดีย มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น หลังธนาคารกลางอินเดียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี พร้อมส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า
Bloomberg Economics ระบุว่า ปี 2026 ซึ่งเริ่มต้นปีด้วยแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในเขตเศรษฐกิจหลักๆ ทยอยปรับลดลง "กำลังจะสิ้นสุดลง" ด้วยวัฏจักรนโยบายการเงินที่แตกต่างออกไปอย่างมาก โดยธนาคารกลางต่าง ๆ เริ่มดำเนินมาตรการมากขึ้นเพื่อควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
สถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเริ่มต้นในวันจันทร์ โดยผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกจะมุ่งหารือเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และหนี้ภาครัฐ
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐประจำเดือนก.ย. ในวันพุธนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในระยะต่อไป
ที่มา: Bloomberg



