ชาวจีนแห่โยกเงินหนีอสังหาฯ-เงินฝาก หันซบสินทรัพย์ผลตอบแทนสูงแทน หลังวิกฤติบ้านซบเซายืดเยื้อ ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ดันเม็ดเงินไหลสู่ ‘ตลาดฮ่องกง’ มูลค่าซื้อขายหุ้นจากจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งกว่าเท่าตัว แม้ปักกิ่งคุมเข้มลงทุนต่างแดน
เมื่ออสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่แหล่งสะสมความมั่งคั่งที่มั่นคงอีกต่อไป ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝาก ก็ต่ำจนไม่จูงใจ ชาวจีนจึงเริ่มหันหลังให้สองสินทรัพย์หลักนี้ และ “โยกเงิน” เข้าสู่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยเฉพาะใน “ตลาดหุ้นฮ่องกง” แม้ปักกิ่งเดินหน้าคุมเข้มการลงทุนในต่างประเทศ แต่ดูเหมือนมาตรการเหล่านี้ยังไม่อาจหยุดความต้องการแสวงหาผลตอบแทนนอกจีนแผ่นดินใหญ่ได้
มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) รายงานว่า ครัวเรือนจีนกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุน โดยมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากธนาคาร แต่ยังคงมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ
ปัจจัยสำคัญมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์จีนที่ตกต่ำต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้มูลค่าบ้านลดลง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากตามทิศทางนโยบายการเงิน ทำให้การถือครองอสังหาริมทรัพย์และการฝากเงินมีความน่าสนใจลดลง
นับตั้งแต่ปี 2563 จีนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (Loan Prime Rate: LPR) ประเภท 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำคัญของประเทศ เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ภาวะตกต่ำในภาคอสังหาริมทรัพย์ และผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่การจ้างงานไปจนถึงการบริโภค
มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง ทำให้การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมีความน่าสนใจน้อยลง ขณะที่มูดี้ส์ระบุว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงยังส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ในจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากด้วย
ข้อมูลของมูดี้ส์ระบุว่า ณ สิ้นปี 2565 อสังหาริมทรัพย์คิดเป็น 47% ของสินทรัพย์ครัวเรือนจีน ขณะที่เงินฝากธนาคารมีสัดส่วน 25% โดยทั้งสองประเภทมีแนวโน้มลดลงนับตั้งแต่นั้น
ขณะเดียวกัน ยอดคงค้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินในจีนเพิ่มขึ้น 13.9% ในปี 2567 และ 15.5% ในปี 2568 สูงกว่าเงินฝากรายย่อยของธนาคารที่เพิ่มขึ้นเพียง 10.4% และ 9.7% ตามลำดับ สะท้อนความนิยมที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง กองทุนรวม และประกันภัย
ทั้งนี้ “ฮ่องกง” กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของเงินลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยนักลงทุนสามารถเข้าถึงหุ้น กองทุน ETF และผลิตภัณฑ์การลงทุนผ่านโครงการ Stock Connect และ Wealth Management Connect ซึ่งเป็นช่องทางการลงทุนข้ามพรมแดนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระบุว่า มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันผ่านช่องทาง Southbound Stock Connect ซึ่งเป็นการลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกง พุ่งขึ้นเป็น 121,100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงในปี 2568 จาก 48,200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า
นอกจากนี้ ยอดขายผลิตภัณฑ์การลงทุนนอกตลาดหลักทรัพย์ เช่น กองทุนรวม เพิ่มขึ้น 40% ในปี 2567 และ 63% ในปี 2568 สะท้อนความต้องการสินทรัพย์นอกจีนแผ่นดินใหญ่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงการบังคับเก็บภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ในต่างประเทศในอัตรา 20% ซึ่งมูดี้ส์ประเมินว่า อาจทำให้การเติบโตของการลงทุนข้ามพรมแดนชะลอตัวในระยะสั้น
ถึงกระนั้น มูดี้ส์มองว่า มาตรการดังกล่าว ไม่น่าจะทำให้ความต้องการลงทุนในต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสินทรัพย์ต่างประเทศยังคงมีความได้เปรียบด้านผลตอบแทนเมื่อเทียบกับทางเลือกการลงทุนภายในจีน
อ้างอิง: scmp





