เว็บไซต์หน่วยงานรัฐหลายประเทศในยุโรปต้องปิดให้บริการ หลังพบช่องโหว่ร้ายแรงใน 'PHP' ภาษาโปรแกรมที่ใช้กับเว็บไซต์ทั่วโลก โดย AI จาก Google และ OpenAI ช่วยค้นพบช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่มานาน แฮกเกอร์เริ่มใช้ช่องโหว่โจมตีระบบแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนเว็บไซต์จำนวนมากเสี่ยงถูกเจาะข้อมูล หากไม่เร่งอัปเดตระบบ
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลหลายประเทศในยุโรป อาทิ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก และฟินแลนด์ รวมถึงในประเทศอื่นๆ ต้องหยุดให้บริการเมื่อวันพุธที่ 21 ต.ค. หลังมีการเปิดเผย "พบช่องโหว่" ด้านความปลอดภัยระดับร้ายแรงในภาษาโปรแกรม PHP ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ดูแลเว็บไซต์ทั่วโลกต้องเร่งดำเนินมาตรการป้องกันระบบของตนเอง
ผู้พัฒนาภาษาโปรแกรม PHP ได้ออกซอฟต์แวร์แก้ไขช่องโหว่ชุดใหม่อย่างเร่งด่วนเมื่อวันพุธ หลังพบช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่ในซอฟต์แวร์มานานหลายปี ซึ่งถูกค้นพบด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Google และ OpenAI พร้อมเรียกร้องให้ผู้ใช้งานทุกคนอัปเดตระบบทันที
หลังบริษัทเทคโนโลยีเตือนว่าแฮกเกอร์บางกลุ่มเริ่มใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว หน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งทั่วยุโรปจึงตัดสินใจปิดเว็บไซต์ชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่อรายละเอียดการแก้ไขช่องโหว่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ประกอบกับเครื่องมือ AI สามารถวิเคราะห์ย้อนกลับเพื่อค้นหาวิธีโจมตีช่องโหว่ได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการบุกรุกระบบจำนวนมาก เนื่องจากแฮกเกอร์พยายามลงมือโจมตีก่อนที่ผู้ดูแลเว็บไซต์จะอัปเดตระบบได้ทัน
คอสติน ไรอู ผู้ร่วมก่อตั้ง TLP:Black ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านความมั่นคงไซเบอร์และรับมือเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ กล่าวว่า AI กำลังทำให้เกิดการแข่งขันว่าใครจะสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้ก่อน และเตือนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือ การเจาะระบบเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่มีช่องโหว่ทั่วอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก
PHP คืออะไร
PHP เป็นซอฟต์แวร์ฟรีแบบโอเพนซอร์ส โดยเป็นภาษาโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ชื่อเดิมย่อมาจาก Personal Home Page ปัจจุบัน PHP เป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์จำนวนมหาศาล รวมถึงเว็บไซต์ที่สร้างด้วย WordPress, Drupal, Joomla และ Magento ทำให้ช่องโหว่ร้ายแรงใดๆ ในภาษาโปรแกรมนี้อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
เมื่อผู้ใช้งานเปิดหน้าเว็บ เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ PHP จะประมวลผลและประกอบเนื้อหาของหน้าเว็บ ก่อนส่งไปแสดงผลบนเว็บเบราว์เซอร์
การที่ PHP ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์กังวลเป็นพิเศษ โดยข้อมูลจาก W3Techs ซึ่งติดตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ ระบุว่า PHP ถูกใช้ในเว็บไซต์ราว 75% ของเว็บไซต์ที่สามารถระบุภาษาโปรแกรมฝั่งเซิร์ฟเวอร์ได้
ทิฟฟานี ฟาร์ริส รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Drupal Association กล่าวว่า “เซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดที่ใช้ PHP ไม่ว่าเวอร์ชันใดก็ตามที่เผยแพร่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จะมีความเสี่ยงจากช่องโหว่นี้”
“ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่ออินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่”
ด้านหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ทั่วโลกเรียกร้องให้ผู้ใช้งาน PHP อัปเดตระบบทันที หรือปิดเว็บไซต์ชั่วคราวจนกว่าจะติดตั้งซอฟต์แวร์แก้ไขช่องโหว่ได้
ข้อมูลจาก Censys บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับระบบที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต พบว่า ในบรรดาโฮสต์ 2.6 ล้านแห่งที่ตรวจพบ มีประมาณ 1.5 ล้านแห่งที่รายงานว่าใช้งาน PHP เวอร์ชันซึ่งยังไม่มีซอฟต์แวร์แก้ไขช่องโหว่รองรับ
แม้แต่หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของเนเธอร์แลนด์เองก็ต้องปิดเว็บไซต์ชั่วคราว โดยระบุว่าเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากช่องโหว่ดังกล่าว
ผู้ดำเนินการสารานุกรมออนไลน์ Wikipedia ระบุเช่นกันว่า ได้ปิดระบบบางส่วนโดยไม่ได้เปิดเผยจำนวน จนกว่าจะสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์แก้ไขช่องโหว่ได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ Internet Archive ห้องสมุดออนไลน์ขนาดใหญ่ ก็ปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อจัดการปัญหานี้ด้วย
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจถึงระดับผู้นำประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ส่วนซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เรียกร้องให้เจ้าของเว็บไซต์ “ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่ให้บริการอยู่ใช้ PHP หรือไม่ และเตรียมติดตั้งซอฟต์แวร์แก้ไขช่องโหว่ชุดใหม่”
AI ช่วยค้นพบช่องโหว่ที่ซ่อนมานานกว่าสิบปี
บริษัทความมั่นคงไซเบอร์สองแห่งเปิดเผยผลการตรวจสอบแยกกันว่า ช่องโหว่ใน PHP ถูกค้นพบโดยใช้ AI
บริษัท Calif ระบุผ่านบล็อกว่า บริษัทค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ด้วยความช่วยเหลือจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) และได้ดำเนินการพัฒนาวิธีแก้ไขช่องโหว่มาตั้งแต่นั้น
ขณะที่ Wiz บริษัทความมั่นคงไซเบอร์ในเครือ Alphabet เปิดเผยผ่านบล็อกว่า บริษัทค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวเช่นกัน โดยใช้ Wiz Atlas ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI สำหรับค้นหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ร่วมกับ Gemini 4 Argon ของ Google และ GPT-5.6 Sol ของ OpenAI
Wiz ระบุว่า ช่องโหว่เหล่านี้ซ่อนอยู่ในชุดโค้ดของ PHP มานานกว่าทศวรรษ และหากเป็นแฮกเกอร์ที่ใช้แรงงานมนุษย์ในการวิเคราะห์ การหาวิธีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าวจะมีความซับซ้อนอย่างมาก
“ก่อนยุค AI การทำงานเหล่านี้ด้วยแรงงานมนุษย์เป็นเรื่องยาก และยิ่งยากขึ้นเมื่อต้องดำเนินการในวงกว้าง” Wiz ระบุ “แต่เมื่อมี AI อุปสรรคดังกล่าวก็หมดไป”
Calif และ Wiz ระบุว่า ทั้งสองบริษัทได้ประสานงานกัน รวมถึงทำงานร่วมกับทีมพัฒนา PHP และ OpenAI เกี่ยวกับการค้นพบช่องโหว่ดังกล่าว
ขณะที่ทำเนียบขาวเปิดเผยในแถลงการณ์ว่า ได้รับแจ้งเกี่ยวกับช่องโหว่นี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ในบล็อกที่เผยแพร่ช่วงดึกของวันพุธ ซีเจ โมเสส (CJ Moses) ผู้บริหารด้านความปลอดภัยของ Amazon เปิดเผยว่า ทีมรักษาความปลอดภัยของบริษัทตรวจพบความพยายามใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าวในการโจมตีระบบล่อเป้าที่เรียกว่า Honeypot ของ Amazon เมื่อวันที่ 17 ต.ค. หรือ 4 วันก่อนที่รายละเอียดช่องโหว่จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
ความพยายามโจมตีดังกล่าวมาจากที่อยู่อินเทอร์เน็ตที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจเป็นการดำเนินการของผู้โจมตีทางไซเบอร์
อย่างไรก็ตาม โมเสสระบุว่า ยังไม่ชัดเจนว่าผู้โจมตีทราบข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่นี้ได้อย่างไร ทั้งที่รายละเอียดดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ข้อกำหนดห้ามเผยแพร่ หลังจากนั้น มีความพยายามโจมตีเพิ่มเติมจากผู้โจมตีหลายกลุ่มในวันพุธ ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาห้ามเผยแพร่ข้อมูล
ที่มา: Reuters, CNBC





