'เน็ตฟลิกซ์' เตรียมปลดพนักงาน 1,000 คน หรือ 6% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก แม้ธุรกิจยังเติบโต และทำกำไรได้ดี แต่ยังไม่เร็วอย่างที่คาด ในขณะที่ความท้าทายกำลังเพิ่มขึ้น คู่แข่งใหม่จ่อคอหอย
"เน็ตฟลิกซ์" (Netflix) บริษัทผู้ให้บริการสตรีมมิงภาพยนตร์ และซีรีส์รายใหญ่ของโลก ประกาศแผนปลดพนักงานราว 1,000 คน หรือคิดเป็น 6% ของพนักงานทั้งหมดในสัปดาห์นี้ แม้ธุรกิจยังเติบโต และทำกำไรได้ดี ทว่าก็ยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดสตรีมมิง และความท้าทายจากยอดรับชมที่เริ่มชะลอตัว
การปลดพนักงานครั้งนี้จะมุ่งปรับการจัดสรรบุคลากร และทรัพยากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยจะกระทบต่อทีมงานฝ่ายผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี กฎหมาย และทรัพยากรบุคคลเป็นหลัก
“พันธกิจของเราที่ต้องการสร้างความบันเทิงให้ผู้คนทั่วโลกเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และการจะบรรลุเป้าหมายนั้น เราจำเป็นต้องมีวินัยในการจัดลำดับความสำคัญของการใช้บุคลากร และทรัพยากร” เท็ด ซารานดอส และเกร็ก ปีเตอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Netflix ระบุในอีเมลถึงพนักงาน
ผู้บริหารของเน็ตฟลิกซ์ ระบุว่า ธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายผลประกอบการทั้งปีตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าลงทุนเต็มที่ในธุรกิจที่มีศักยภาพสร้างผลกระทบสูง เพื่อยกระดับบริการ และผลักดันการเติบโต และนวัตกรรมต่อไป
อย่างไรก็ดี “การดำเนินการเช่นนี้หมายความว่า เราต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ และเลือกให้ความสำคัญกับธุรกิจบางส่วน เพื่อให้เรายังคงสามารถส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่สมาชิก พันธมิตร พนักงาน และนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง”
ทั้งนี้ Netflix มีกำหนดรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในวันที่ 20 ต.ค.69 นี้
การประกาศปลดพนักงานเน็ตฟลิกซ์ยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากซารานดอส ซึ่งเป็นซีอีโอร่วม กล่าวต่อผู้เข้าร่วมงาน Bloomberg Screentime ว่า "บริษัทไม่ได้เติบโตเร็วเท่าที่ผมต้องการ”
ความท้าทายเพิ่มขึ้น
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Netflix กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ "ย้อนแย้งกัน" แม้บริษัทยังคงทำกำไรได้ดี และรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดสตรีมมิงโลก "แต่ระยะเวลารับชมกลับหยุดเติบโต" ส่วนยอดสมาชิกใหม่ที่เพิ่มขึ้นก็เป็นเพราะการใช้มาตรการปราบปรามการแชร์รหัสผ่าน และการเปิดให้บริการแพ็กเกจราคาถูกที่มีโฆษณาเป็นหลัก
คู่แข่งสำคัญที่สุดของเน็ตฟลิกซ์คือ "ยูทูบ" (YouTube) แต่บริษัทกำลังจะเผชิญคู่แข่งอีกรายอย่าง "สกายแดนซ์" (Skydance) หลังจากเกิดการรวมกิจการระหว่างพาราเมาต์ (Paramount) และวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี (Warner Bros. Discovery) ซึ่งมีแผนรวมแพลตฟอร์มสตรีมมิงของทั้งสองบริษัท ได้แก่ Paramount+ และ HBO Max เข้าด้วยกัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Netflix พยายามขยายประเภทคอนเทนต์ให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งการถ่ายทอดสดกีฬา สารคดี และวิดีโอเกม เพื่อแข่งขันแย่งเวลาการรับชมจากผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม บริษัทกลับ "ขาด" ผลงานที่เรียกความนิยมอย่างถล่มทลายจนกลายเป็นกระแสพูดถึงในวงกว้าง เช่น Stranger Things และ Squid Game ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มจำนวนสมาชิก และยอดรับชมในอดีต
ทั้งนี้ Netflix ไม่ใช่บริษัทเดียวในอุตสาหกรรมสื่อที่กำลังพยายามลดต้นทุน เมื่อเดือนที่แล้ว ดิสนีย์ (Disney) ประกาศแผนปลดพนักงานประมาณ 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งในฝ่ายทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยี
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




