IMF-World Bank เตือนภัยเศรษฐกิจโลกแตกแยก ชี้เสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคและการคลังคือเกราะป้องกันแรก หนุนความร่วมมือการค้า ระดมทุนภาคเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ดันธุรกิจ SMEs เพิ่มโอกาสจ้างงาน
KEY POINTS
- IMF และ World Bank เตือนว่าการแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าอาจสร้างความเสียหายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้สูงถึง 7%
- เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เร่งเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ แทนการพึ่งพาตนเองและปิดประเทศ
- เสนอแนะให้ไทยและอาเซียนเร่งรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและโอกาสใหม่ท่ามกลางการแบ่งขั้วของการค้าโลก
วันที่ 13 ต.ค.2569 บนเวทีการประชุมระดับผู้นำ ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการคลังของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bamk Group 2026 ภายใต้หัวข้อ "Building Resilience in a Fragmented World" หรือ การสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่กำลังแตกแยก สองผู้นำสถาบันการเงินระดับโลก ได้แก่ คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ได้ร่วมแสดงทัศนวิสัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์
ต้นทุนสูญโอกาส จากโลกแบ่งขั้ว
คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการ IMF เปิดเผยถึงผลการศึกษาวิจัยของ IMF ที่ระบุว่า ผลกระทบจากการแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า อาจสร้างความเสียหายต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้สูงถึง 7% แม้ในปัจจุบันสถานการณ์จะยังไม่เลวร้ายถึงขั้นสุด แต่ความเสี่ยงและต้นทุนยังคงไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กิออร์กิเอวา ระบุว่า ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดแต่กลับถูกมองข้ามมากที่สุด คือ "ต้นทุนโอกาสจากการขาดความร่วมมือระหว่างประเทศ" ซึ่งส่งผลเสีย 3 ประการหลัก ได้แก่
1.การทำงานซ้ำซ้อน โครงการหรือนวัตกรรมที่เคยทำเพียงครั้งเดียวเพื่อประโยชน์ของทุกคน กลับต้องถูกทำซ้ำในหลายพื้นที่ เนื่องจากความไม่เชื่อใจ
2.การค้นพบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ล่าช้า ความคล่องตัวในการทำงานร่วมกันของทีมวิจัยนานาชาติลดลง ทำให้การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ชะลอตัวลง
3.การสูญเสียความไว้วางใจระหว่างมนุษย์ และความเชื่อมั่นซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของมนุษยชาติ
กรรมการจัดการ IMF ระบุว่า ในยุคปัจจุบันที่เกิดเหตุการณ์วิกฤติที่ไม่เคยคาดคิด เช่น การรุกรานทางทหารในยุโรป หรือการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง นโยบายเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียง "ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด" ไปสู่การให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความมั่นคงแห่งชาติ
กิออกิเอวาชี้ว่า "เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหาภาคและการคลังคือแนวป้องกันแรกและเป็นแหล่งที่มาของความมั่นคงที่แท้จริง"
โดยได้กล่าวชื่นชมประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่งที่ได้สร้างแนวป้องกันและ "กันชนทางนโยบาย" การเงินและการคลังอย่างเข้มแข็งตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ในทางกลับกัน IMF แสดงความกังวลต่อประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วขนาดใหญ่บางแห่งที่ขาดดุลการคลังและมีภาระหนี้สาธารณะสูงขึ้น ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยสูง ซึ่งทำให้ภาระการชำระหนี้กลายเป็นภาระที่หนักหน่วง
ท่ามกลางยุคความแตกแยก กิออร์กิเอวาเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เลือกดำเนินนโยบายในการ "การกระจายความเสี่ยง" แทนที่จะเลือก "การพึ่งพาตนเองและปิดประตูประเทศ" พร้อมระบุผลการศึกษาของ IMF ว่า หากภูมิภาคเอเชียสามารถยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) ได้สำเร็จ เศรษฐกิจเอเชียจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีก 1.8% ของ GDP ในระยะยาว
เวิลด์แบงก์ชี้การค้าโลกเปลี่ยนทิศ
อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าโลกในช่วง 30–40 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่ามูลค่าการค้าโลกเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า และสัดส่วนการค้าของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จาก 20% เพิ่มเป็น 40%
สิ่งที่น่าสนใจคือ 50% ของการค้าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาดังกล่าว เป็นการค้าขายระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง ซึ่งสะท้อนว่ารูปแบบการค้าที่เคยพึ่งพาเฉพาะการผลิตในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อส่งออกไปบริโภคในประเทศพัฒนาแล้วได้เปลี่ยนทิศทางไปแล้ว
บังกา กล่าวยกตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีการค้าขายภายในภูมิภาคสูงถึง 50%–55% ถือเป็นภูมิภาคที่มีความเหนียวแน่นทางการค้าสูงมาก เมื่อเทียบกับเอเชียใต้ แอฟริกา หรือลาตินอเมริกา
แม้ในทศวรรษที่ผ่านมาจะมีการลงนามข้อตกลงการค้าทวิภาคีและพหุภาคีกว่า 100 ฉบับทั่วโลก แต่ปัญหาหลักคือการขาดการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงจัง บังกาจึงเสนอให้เร่งลดอุปสรรคทางการค้า ลดขั้นตอนศุลกากร และอำนวยความสะดวกทางการค้าให้เกิดขึ้นจริง
ดึงทุนเอกชนเข้าประเทศกำลังพัฒนา
มื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาลทั่วโลก บังการะบุว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัย "เก้าอี้ 3 ขา" ได้แก่ งบภาครัฐ, เงินทุนเพื่อการกุศล และเงินทุนภาคเอกชน
จากการดำเนินงานของธนาคารโลก ร่วมกับห้องปฏิบัติการภาคเอกชน ส่งผลให้ธนาคารโลกสามารถระดมทุนภาคเอกชนเข้าสู่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้สูงถึง 112,000 ล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจาก 32,000 ล้านดอลลาร์
โดยปัจจัยหลัก 3 ประการที่ภาคเอกชนใช้ตัดสินใจลงทุน ได้แก่
1.โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ถนน สะพาน ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางมนุษย์ เช่น การศึกษา ทักษะแรงงาน สาธารณสุข
2.ธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม กฎหมายแรงงาน กฎหมายที่ดิน กฎหมายล้มละลาย และความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เช่น จำนวนใบอนุญาตในการเปิดกิจการ
3.กลไกการลดความเสี่ยง การรับประกันความเสี่ยง การสร้างเสถียรภาพด้านกฎระเบียบ และการจัดตั้งกลุ่มสินทรัพย์ (Asset Class) เพื่อเปิดโอกาสให้กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันภัยเข้ามาลงทุนได้
สร้างงานให้เยาวชน 1.2 พันล้านคน
ประธานกลุ่มธนาคารโลกชี้ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีเยาวชนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ก้าวสู่วัยทำงานสูงถึง 1,200 ล้านคน ซึ่งหากประชากรกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษาที่ดี จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ
ในการสร้างงานรองรับ บังการะบุว่า 75% ของการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนามาจากกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ธนาคารโลกจึงได้เปิดตัวยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อสนับสนุน MSMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างงานในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำหรือประสบภาวะความขัดแย้ง
นอกจากนี้ บังกายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดรับการย้ายถิ่นฐานของแรงงานมีฝีมือ โดยระบุว่า "พรสวรรค์มีอยู่ทุกที่ในโลก แต่โอกาสไม่ได้มีอยู่ทุกที่"
ไทย-อาเซียนในยุคโลกแบ่งขั้ว
กิออกิเอวาและบังกาเห็นพ้องกันว่า ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งวิกฤตโรคระบาด สงคราม และราคาพลังงาน เศรษฐกิจโลกกลับมีความยืดหยุ่น (Resilience) มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก ความคล่องตัวและการปรับตัวอย่างรวดเร็วของภาคเอกชน รวมถึงการที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ได้สะสมกันชนนโยบาย ไว้อย่างดี
สำหรับประเทศไทยและอาเซียน IMF และธนาคารโลกเสนอแนะให้เร่ง รวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทลายอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และสร้างความเชื่อมโยงทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อใช้ประโยชน์จากความเหนียวแน่นทางการค้าในภูมิภาคที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ในการสร้างภูมิคุ้มกันและโอกาสใหม่ในวันที่การค้าโลกกำลังแบ่งขั้ว
"รากฐานของความยืดหยุ่นในประเทศตลาดเกิดใหม่มาจากนโยบายที่เข้มแข็งและการสะสมกันชนทางการเงิน แต่เราต้องไม่ชะล่าใจและอย่าคิดว่าความยืดหยุ่นนี้เป็นของตาย เราต้องทำงานหนักเพื่อรักษามันไว้ต่อไป" กิออร์กิเอวา กล่าว





