วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้นำ-ซีอีโอทั่วโลกตบเท้าร่วม เวที‘ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์’ ที่กรุงเทพฯ

ไทยเปิดม่านรับประชุมใหญ่ IMF-World Bank 2026 ในครั้งรอบ 35 ปี ต้อนรับผู้เข้าร่วม 15,000 คน จาก 191 ประเทศ พร้อมทัพผู้นำระดับโลกทั้ง “เควิน วอร์ช” ประธานเฟด “คริสทีน ลาการ์ด” ประธานอีซีบี “มาร์เทียส คอร์มันน์” เลขาธิการ OECD ร่วมเวทีหารืออนาคตเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางวิกฤติพลังงาน หนี้สาธารณะ และกระแส AI

KEY POINTS

  • ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ในรอบ 35 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ
  • ผู้นำองค์กรการเงินระดับโลกเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ กรรมการผู้จัดการ IMF, ประธานธนาคารโลก, ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB)
  • ผู้นำทางการเมือง เช่น ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์ รวมถึงซีอีโอจากบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Grab, Trip.com Group และ DBS Group เข้าร่วมการประชุมและกิจกรรมคู่ขนาน

กรุงเทพฯ กลับมาเป็นศูนย์กลางการหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินโลกอีกครั้งเมื่อไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) วันที่ 12-18 ต.ค.2569 กลับมาประชุมที่ไทยในรอบ 35 ปี หลังเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ และผู้นำภาคธุรกิจ โดยมีสื่อมวลชนทั่วโลกเข้าร่วม 1,000 คน นอกจากการประชุมหลักที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ยังมี “กิจกรรมคู่ขนาน” กระจายในกรุงเทพฯ

กระทรวงการต่างประเทศยืนยันผู้นำต่างชาติเยือนไทยเป็นทางการช่วงการประชุม ได้แก่ นายกี ปาร์เมอแลง (Guy Parmelin) ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส และนายทาร์มัน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์

การเยือนไทยของนายปาร์เมอแลง เป็นการเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสวิสครั้งแรกรอบ 22 ปี โดยมีคณะนักธุรกิจร่วมเดินทางมาด้วย และตรงกับโอกาสครบรอบ 95 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวิตเซอร์แลนด์ 

ขณะที่ประธานาธิบดีทาร์มัน เยือนไทยในฐานะแขกรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับที่ทำเนียบรัฐบาล
 

กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพและเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่เคยรับหน้าที่ถึง 2 ครั้ง โดยกระทรวงการต่างประเทศจัดกิจกรรมคู่ขนาน 4 กิจกรรม อาทิ 

วันที 13 ต.ค.2569 Dinner Talk หัวข้อ Rethinking Growth: Thailand’s Pathways to a More Balanced and Sustainable Future นำเสนอการเติบโตสมดุลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และโมเดลเศรษฐกิจ BCG

วันที่ 14 ต.ค.2569 เวทีเสวนาระดับสูงด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ร่วมกับ UNESCAP และ FAO

“ประธานเฟด-อีซีบี” ร่วมเวทีกรุงเทพฯ

บุคคลสำคัญจากองค์กรเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศที่อยู่ในกำหนดการ ได้แก่ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF และนายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งเป็น 2 ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรเจ้าภาพการประชุม

ผู้นำ-ซีอีโอทั่วโลกตบเท้าร่วม เวที‘ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์’ ที่กรุงเทพฯ

ส่วนนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นเวที Fireside Chat กับกรรมการผู้จัดการ IMF วันที่ 16 ต.ค.2569 นับเป็นหนึ่งในเวทีที่ตลาดการเงินทั่วโลกสนใจใกล้ชิด

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญคือ นางคริสทีน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งนอกจากการประชุมในเวทีหลักแล้วมีกำหนดขึ้นเวที CNN Global Perspectives: In Bangkok วันที่ 14 ต.ค.2569 โดยลาการ์ดเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญสุดระบบการเงินโลก โดยเฉพาะช่วงที่ธนาคารกลางหลายประเทศเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และอัตราดอกเบี้ยระดับสูง

ซีอีโอระดับโลกตบเท้าร่วมกิจกรรมคู่ขนาน

ความคึกคักไม่จำกัดเพียงเวที IMF-World Bank แต่มีกิจกรรมคู่ขนาน เช่น CNN Global Perspectives: In Bangkok วันที่ 14 ต.ค.2569 มีบริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นมีเดียพาร์ทเนอร์ โดยเป็นครั้งแรกที่ CNN นำเวทีนี้มาจัดในเอเชีย

งานนี้มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงาน และมีผู้นำการเงินและภาคธุรกิจระดับโลกเข้าร่วม อาทิ ฮยอน ซง ชิน ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้, เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO), ตัน ซู ชาน ซีอีโอธนาคาร DBS Group, แอนโทนี ตัน กรุ๊ปซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Grab, และเจน ซุน ซีอีโอ Trip.com Group

ขณะที่นายมาร์เทียส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เข้าร่วมเวทีคู่ขนาน Future-Ready Economy 2026: Designing Capital for the Future วันที่ 14 ต.ค.2569 ณ NEX Hall สยามพารากอน พร้อมผู้นำภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอนาคตเศรษฐกิจ

รมว.คลังสหรัฐไม่มา ส่งผู้แทนร่วมประชุม

ขณะที่การประชุมครั้งนี้จะไม่มี “สกอต เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐเข้าร่วม โดยรอยเตอร์สรายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า เบสเซนต์ไม่เดินทางมากรุงเทพฯ เนื่องจากติดภารกิจในประเทศ แต่ส่งฟรานซิส บรูค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเอริน บราวน์ ปลัดกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ เป็นผู้นำคณะผู้แทนเข้าร่วม

การไม่เข้าร่วมของเบสเซนต์เกิดขึ้นช่วงเศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายสำคัญทั้งสงครามตะวันออกกลาง วิกฤติพลังงาน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งสูงสุดรอบเกือบ 25 ปี  โดยคณะผู้แทนสหรัฐให้ความสำคัญการแก้ปัญหาหนี้ของประเทศที่เจอวิกฤติ การเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพจัดการหนี้ รวมถึงผลักดัน IMF และธนาคารโลก เน้นภารกิจรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

จับตาประเด็นวิกฤติพลังงาน-หนี้โลก-AI

แม้การประชุมทำให้กรุงเทพฯ กลับมาอยู่ในความสนใจประชาคมเศรษฐกิจโลก แต่เกิดขึ้นช่วงเศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกันทั้งสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อเดือนที่ 8 ราคาพลังงานสูงกดดันเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยสูงและหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

รอยเตอร์สรายงานว่า สงครามตะวันออกกลางและผลกระทบพลังงานเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญการประชุม ขณะที่หนี้และต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นสร้างแรงกดดันประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นที่การคลังจำกัด

ก่อนหน้านี้ นางกอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงราคาพลังงานระดับสูง หนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล และความไม่แน่นอนจากกระแสลงทุน AI ซึ่งแม้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ แต่อาจสร้างความเสี่ยงเสถียรภาพการเงิน

นายบังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์สว่า แม้เศรษฐกิจโลกรับมือผลกระทบปิดช่องแคบฮอร์มุซดีกว่าคาดการณ์ช่วงแรก แต่แรงกดดันเพิ่มขึ้นทั้งราคาดีเซลและปุ๋ยสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงเอลนีโญรุนแรงกระทบภาคเกษตรและความมั่นคงอาหาร

ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะเป็นหนึ่งความท้าทายสำคัญเศรษฐกิจโลก โดย IMF ประเมินหนี้สาธารณะทั่วโลกสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเพิ่มขึ้นเกิน 100% ของ GDP ก่อนปี 2030 ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศรายได้ต่ำเปราะบางเป็นพิเศษเพราะเจอต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นและเงินทุนไหลกลับ

อีกประเด็นที่ยกขึ้นหารือเป็นแนวทางช่วยประเทศประสบปัญหาหนี้ และเงื่อนไขการให้กู้ของ IMF ซึ่งปรับแนวทางให้ผู้กู้ปฏิรูปในประเด็นน้อยลงแต่เข้มข้นขึ้นท่ามกลางความกังวลว่ามาตรการนี้อาจนำไปสู่การลดรายจ่ายภาครัฐและเพิ่มภาระประชาชน

“ไทย”ใช้เวทีโลกชูโอกาสลงทุน

สำหรับไทย การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เป็นโอกาสเสนอศักยภาพเศรษฐกิจและการลงทุนต่อผู้กำหนดนโยบายและภาคธุรกิจทั่วโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์สว่า รัฐบาลผลักดันการเติบโตด้วยการลงทุน โดยดึงเงินลงทุนอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้าและการผลิตขั้นสูง

“ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกแตกแยกขึ้น ไทยวางบทบาทเป็นจุดเชื่อมเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือและนำเสนอจุดแข็งนี้ในที่ประชุม”

กระทรวงการคลังประเมินการใช้จ่ายผู้ร่วมประชุมสร้างเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจไทย 1,050-2,250 ล้านบาท โดยการเป็นเจ้าภาพในรอบ 35 ปี เป็นโอกาสไทยต้อนรับประชาคมเศรษฐกิจโลก และนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงที่พยายามฟื้นแรงขับเคลื่อนการเติบโต ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ