วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ไทย’ พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-เวิลด์แบงก์ ชูธง AI เศรษฐกิจดิจิทัล

“คลัง-ธปท.” เปิดความพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม “IMF-World Bank 69” “เอกนิติ” ชู 4 วาระใหญ่ดึงไทยสู่สปอตไลต์โลกทั้งดิจิทัล-เอไอเชื่อมเศรษฐกิจ ชู “ศาสตร์แห่งพระราชา” ต้นแบบพัฒนายั่งยืน ด้าน “วิทัย” ดัน Bangkok Blueprint ต้นแบบสร้างระบบการเงินดิจิทัลปลอดภัย รับมือภัยไซเบอร์อาชญากรรมทางการเงิน

KEY POINTS

  • ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และ World Bank ในปี 2569
  • เวทีเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก เพื่อดึงประเทศกลับสู่สปอตไลต์อีกครั้ง
  • การประชุมจะชู 4 ประเด็นหลักเพื่อออกแบบนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเน้นเรื่องดิจิทัลและ AI เป็นพิเศษ เพื่อแสดงศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย
  • ธปท.ชูความสำเร็จของระบบการเงินดิจิทัล ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและรับมือภัยไซเบอร์

กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แถลงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพ “การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group)

เวทีนี้นับเป็นเวทีด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก ถูกขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกทางการเงิน” โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภายในงานมีผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลกมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต หลังไทยเคยสร้างประวัติศาสตร์ และประสบความสำเร็จอย่างสง่างามในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2534

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความพร้อมการเตรียมการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่จะมีขึ้นในเดือน ต.ค.นี้

เป้าหมายสำคัญ คือ การดึงประเทศไทยให้กลับมาอยู่ภายใต้สปอตไลต์ หรือ “ในโฟกัสโลก” อีกครั้ง ในฐานะ 1 ใน 3 ประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกนี้เป็นครั้งที่สอง

ซึ่งจะมีผู้นำทางเศรษฐกิจ การเงิน และซีอีโอบริษัทระดับโลกจาก 191ประเทศ รวมกว่า 15,000 คน ตบเท้าเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

ครั้งนี้ ไทยมุ่งมั่นชูวาระสำคัญของโลกผ่าน 4 ประเด็นหลัก เพื่อเป็นต้นแบบในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ ประกอบด้วย

  • 1. ดิจิทัลและเอไอ (Digital & AI) ชูโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้มแข็งอย่างระบบพร้อมเพย์ และระบบการจ่ายเงินตรงถึงประชาชน รวมถึงโครงการ “นกกระซิบ” ที่สอนพ่อค้าแม่ค้าใช้เอไอเพื่อยกระดับศักยภาพ 
  • 2.เศรษฐกิจที่เชื่อมโยง (Connected Economy) วางตำแหน่งไทยเป็นจุดเชื่อมต่อในโลกที่กำลังแตกขั้วและโซ่อุปทานที่ผันผวน 3. สังคมสูงวัยและสุขภาวะ (Aging Society & Wellness) เปลี่ยนภาระการคลังให้เป็นโอกาสทางธุรกิจผ่าน Wellness สมุนไพร และมวยไทย 4.การเปลี่ยนผ่านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Energy Transition) มุ่งเน้นเรื่องการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อลดพึ่งพาพลังงานราคาสูง
  • ชู‘ศาสตร์แห่งพระราชา’ต้นแบบพัฒนายั่งยืน

นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่ไทยจะนำเสนอต่อสายตาโลกไม่ใช่เพียงแค่แผนงานธุรกิจแต่คือการใช้ “ศาสตร์แห่งพระราชา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economy ที่ดำเนินมาต่อเนื่องกว่า 70 ปี มาเป็น “ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน” มีการจัดสรรพื้นที่ “Thailand Pavilion” โชว์ผลงานการพัฒนาที่มุ่งเน้นให้พลังแก่ประชาชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่โลกกำลังมองหาในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน

การจัดงานครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจครั้งสำคัญให้เด็กและเยาวชนไทย เช่นเดียวกับการจัดงานครั้งแรกในอดีตที่เคยสร้างพลังให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจงานด้านการเงินระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตต่อไป

  • ชูศักยภาพการเงินดิจิทัลติดอันดับโลก

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า งานนี้ ธปท.มุ่งนำเสนอศักยภาพการพัฒนาโลกการเงินยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย และทั่วถึงเพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า นอกจากความรวดเร็วแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัย

และสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียมสำหรับคนทุกกลุ่ม การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ

  • 1.จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัลที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง 
  • 2. ลดความเสี่ยงภัยไซเบอร์เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน และผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง 
  • 3.สร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคที่การเข้าถึง AI และ digital footprint อาจสร้างความเหลื่อมล้ำในรูปแบบใหม่ หากขาดการออกแบบนโยบายที่รอบคอบ

การจัดงานครั้งนี้จะมีส่วนที่ ธปท.เข้าไปมีส่วนร่วมชัดเจน โดยเฉพาะ Pillar ที่ 1 หัวข้อแรก Digital & AI Transformation ซึ่งประเทศไทยทำดีมากประเทศหนึ่งในโลกในด้านดิจิทัลเพย์เม้นท์โครงสร้างพื้นฐานทางด้านการเงิน

โดยปัจจุบันไทยมีโมบายแบงกิ้ง 187 ล้านบัญชี มีผู้ใช้ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่แข็งแรงมาก และปริมาณธุรกรรมสูงถึง 27,000 ล้านรายการต่อปีหรือ 56 ล้านล้านบาทต่อปี มี QR Payment สูงถึง 6 ล้านล้านบาท เหล่านี้ลดต้นทุนให้ประเทศและสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนและการเข้าถึงความรู้ทางการเงินของคนไทยมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของดิจิทัล เพย์เม้นท์ นำมาซึ่งความท้าทายและความเสี่ยงตามมาด้วยทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้นเรื่องความเสี่ยง จากปัญหาภัยไซเบอร์ และการหลอกลวงดิจิทัลที่ตามมาเช่นกัน

ในงานยังมีหัวข้อที่สำคัญ คือ Safe & Inclusive Digital Finance (SIDF) เน้นไปที่การจัดการภัยจากทุจริตทางดิจิทัล ความมั่นคงระบบไซเบอร์ การสร้างระบบนิเวศทางการเงิน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ในต้นทุนที่ถูกลง โดยที่ยังคงได้รับการคุ้มครองจากความเสี่ยงด้านไซเบอร์

นายวิทัย กล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญ คือ การวางนโยบายการเงินที่มองเห็นคนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่เพียงสร้างภูมิคุ้มกัน ภัยไซเบอร์ทางการเงินให้แก่ประชาชน ขณะเดียวกันจะช่วยปลดล็อกให้คนตัวเล็ก

อาทิ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้มีความปลอดภัย และเท่าเทียมกัน

  • ชู Bangkok Bluprint รับมือภัยการเงิน

ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ธปท. พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย ‘Bangkok Blueprint’ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระดับโลกที่จะเกิดขึ้น

ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับ The International Monetary Fund และ The World Bank Group เรียกได้ว่าเป็น ‘เข็มทิศนโยบาย’ ที่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทของตนเอง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล

แนวทางนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ ตลอดจนยกระดับความรู้และภูมิคุ้มกันของประชาชน