IMF ส่งสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจโลก ชี้ประเทศมหาอำนาจกำลังเผชิญวิกฤติการคลังเปราะบางและกับดักหนี้สาธารณะ หวั่นระดับหนี้สูงกดดันนโยบายการเงินผ่อนคลายเร่งทำลายความน่าเชื่อถือระยะยาว แนะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเร่งลดขาดดุลการคลัง
KEY POINTS
- IMF เปิดฉากการประชุมประจำปี 2026 โดยเตือนว่า "พายุหนี้" ทั่วโลกกำลังสร้างความเปราะบางทางการคลังและแรงกดดันทางการเงินอย่างรุนแรง
- สาเหตุหลักมาจากภาวะดอกเบี้ยสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมรัฐบาลที่กู้เพิ่มช่วงวิกฤติแต่ไม่ลดหนี้ลงในยามปกติ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง
- ระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์กำลังคุกคามความเป็นอิสระของธนาคารกลาง เนื่องจากนโยบายการคลังอาจเข้าครอบงำนโยบายการเงิน และสร้างความผันผวนในตลาดพันธบัตร
- IMF เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยแนะให้สหรัฐฯ ออมมากขึ้น จีนบริโภคภายในประเทศมากขึ้น และยุโรปลงทุนมากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลให้เศรษฐกิจโลก
วันที่ 7 ต.ค. 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดงาน "2026 Annual Meetings Curtain Raiser" ภายใต้หัวข้อ “Outlook for the Global Economy and Policy Priorities” ณ ประเทศสิงคโปร์ เปิดม่านการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โดยบนเวทีเสวนาระหว่าง ธาร์มัน ชานมูกาเรตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF ได้สะท้อนภาพความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ให้เห็นความท้าทายทางการคลังที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ
IMF ส่งเรดาร์ ‘เตือนภัยหนี้’
ธาร์มัน ชานมูกาเรตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ กล่าวว่า IMF ไม่ใช่แค่การกู้ภัยยามวิกฤติ แต่บทบาทที่แท้จริงของ IMF คือการสอดส่องและเตือนภัยประเทศสมาชิกล่วงหน้าว่า "พายุเศรษฐกิจ" กำลังก่อตัวที่ใด เพื่อให้ผู้นำโลกเตรียมพร้อมรับมือ
โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่กำลังเผชิญปัญหาการคลังและหนี้สาธารณะ ซึ่งไม่ใช่ระดับที่ IMF จะสามารถเข้าไปให้เงินช่วยเหลือแล้วทุกอย่างจะคลี่คลายได้ วันนี้ทุกฝ่ายจึงต้องรับฟังคำเตือนนี้อย่างจริงจังและเตรียมความพร้อม
ชานมูกาเรตนัม กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือ ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่ไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราวตามวัฏจักรอีกต่อไป
“สำหรับผู้ที่หวังว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเข้าสู่เฟสปาฏิหาริย์ครั้งใหม่ แล้วสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลงไปเองนั้น ยังมีปัญหาอีกมิติหนึ่ง คือการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตอาจไม่ได้หมายถึงการเติบโตของรายได้ภาษีภาครัฐเสมอไป” ชานมูกาเรตนัม กล่าวและขยายความว่า
หากการปฏิวัติ AI ประสบความสำเร็จ ซึ่ง “ผมหวังว่ามันจะสำเร็จ” ตามที่คาดหวัง อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนสัดส่วนการกระจายรายได้ระหว่างทุนและแรงงาน ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จัดเก็บรายได้ภาษีส่วนใหญ่โดยพึ่งพาฐานแรงงานเป็นหลัก ทำให้แม้ GDP จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาลอาจไม่ได้รับภาษีเพิ่มขึ้นตามในสัดส่วนเดียวกัน
แนะเร่งรีเซ็ตนโยบายการคลัง
นอกจากปัญหารายได้ภาษีแล้ว ภาครัฐยังต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยจ่ายด้วยงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวโน้มดอกเบี้ยโลก
การบริหารประเทศในยุคปัจจุบันไม่สามารถหลอกตัวเองด้วยคณิตศาสตร์พื้นฐานแบบเดิมๆ ที่ปล่อยให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลอยตัว แล้วหวังเพียงแค่ให้ตัวหารคือ GDP เติบโตเร็วพอที่จะทำให้สัดส่วนหนี้ลดลง เพราะกระบวนการจริงไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น
กอร์เกียวา อธิบายถึงวงจรพฤติกรรมทางการคลังของรัฐบาลที่เป็นการไต่ "ขั้นบันไดแห่งหนี้" ส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเกิดวิกฤตช็อกทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจะเร่งรีบเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจด้วยการกู้ยืมเงินอัดฉีดเข้ามาในระบบ แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้นรัฐบาลส่วนใหญ่กลับไม่ทำอะไรเลยเพื่อลดระดับหนี้สาธารณะลงมา เมื่อวิกฤติกระลอกที่สองและสามเข้ามา รัฐบาลก็เร่งกู้เงินและอัดฉีดความช่วยเหลือเพิ่มซ้ำเข้าไปอีก ส่งผลให้ระดับหนี้สะสมยกตัวสูงขึ้น
“เพียงแค่ในทศวรรษเดียว โลกต้องเผชิญกับวิกฤติถึง 3 ครั้ง และการประวิงเวลาโดยไม่เร่งลดระดับหนี้ในช่วงเวลาที่ทำได้ ทำให้การสะสมของหนี้ทวีความรุนแรงจนยากแก่การรับมือในปัจจุบัน” กอร์เกียวากล่าว
นองจากนี้ ความเคยชินของการได้รับมาตรการช่วยเหลือของประชาชน กำลังส่งผลในมิติเชิงสังคมและการเมืองยิ่งทำให้ยากต่อการผลักดันนโยบายลดการขาดดุลการคลังหรือตัดลดสวัสดิการลง โดยเมื่อเกิดวิกฤติในครั้งถัดไปประชาชนจะยิ่งคาดหวังและเรียกร้องความช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น
“บันไดที่เรากำลังปีนอยู่นี้ ไม่ใช่บันไดสู่สวรรค์ ผู้กำหนดนโยบายต้องมีความกล้าหาญที่จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูวินัยทางการคลัง” กอร์เกียวากล่าว
ตลาดพันธบัตรคือ "ผู้คุมกฎ"
ท่ามกลางสภาพการเมืองที่แบ่งแยก ชานมูกาเรตนัม มองว่า "ตลาดพันธบัตร" คือพรในคราวเคราะห์ และเป็นสิ่งเดียวที่จะคอยบังคับใช้วินัยทางการคลัง เพราะนักการเมืองมักไม่กล้าบอกความจริงจนกว่าจะถูกตลาดทุนกดดันผ่านดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น
ชานมูกาเรตนัม กล่าวถึงบทเรียนสำคัญคือวิกฤติหนี้ของโปรตุเกส ที่เคยเผชิญส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีถึง 1,200 basis points โดยรัฐบาลและประชาชนยอมรับความจริงและร่วมกันปฏิรูปอย่างจริงจัง
นำไปสู่การผลักดันให้ลดการขาดดุลการคลังได้ถึง 6% ของ GDP ในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งโปรตุเกสไม่ตัดลดเงินเดือนและบำนาญของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่ให้ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเป็นผู้รับภาระหลัก
รายงานของ IMF ระบุว่าหากประเทศต่างๆ จัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุดให้ได้มาตรฐานเดียวกับประเทศที่ทำได้ดีที่สุด จะสามารถลดรายจ่ายได้ถึง 30-40% โดยไม่กระทบสวัสดิการพื้นฐาน
ย้ำปกป้องอิสระแบงก์ชาติ
ทั้งสองคนชี้ว่าปัญหาหนี้กำลังสร้างภาวะที่นโยบายการคลังครอบงำนโยบายการเงิน เมื่อรัฐบาลถังแตกและไม่สามารถกู้เงินเพิ่มได้แล้ว ภาระหนักจะตกที่ธนาคารกลาง ที่อาจถูกบีบให้ต้องผ่อนคลายนโยบายการเงิน (QE) ซึ่งจะกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเกินจริง และจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพระยะยาว
กอร์เกียวา ย้ำชัดเจนว่า หน้าที่หลักของธนาคารกลางคือ “การรักษาเสถียรภาพราคา” และต้องรักษาความเป็นอิสระอย่างเคร่งครัด โดยปฏิเสธไม่ให้มีการยื่นมือเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการคลัง
หนี้โลกที่อยู่ในระดับสูงกำลังสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดเงิน เมื่อผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลเปลี่ยนจากนักลงทุนสถาบันระยะยาว ไปสู่กองทุนเก็งกำไร (Hedge Funds) ที่ใช้ Leverage สูง ตลาดจะเกิดความปั่นป่วนบ่อยขึ้น และธนาคารกลางจะถูกบีบให้ต้องเข้าแทรกแซงเพื่อเสถียรภาพทางการเงิน จนเกิดภาวะ Moral Hazard ในที่สุด
เศรษฐกิจโลกลงเรือลำเดียวกัน
นักศึกษาชาวสิงคโปร์จาก Lee Kuan Yew School of Public Policy ได้ตั้งคำถามถึงแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศท่ามกลางโลกที่กำลังแบ่งแยก โดยกอร์เกียวา กล่าวว่า
“พวกเราทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกันที่กำลังโต้คลื่นลมแรง มันเป็นการฆ่าตัวตายหากฉันจะพูดกับประธานาธิบดีทาร์แมนว่า ‘กราบเรือฝั่งฉันปกติดี มีแต่ฝั่งของท่านนั่นแหละกำลังจะจม’ เราต้องยอมรับความจริงว่านี่คือโลกใบเดียวที่เรามี เว้นเสียแต่ว่าอีลอน มัสก์จะส่งพวกเราไปดาวอังคาร ดังนั้นเราต้องร่วมมือกัน”
ขณะที่ ชานมูกาเรตนัม ตอบด้วยสุภาษิตจีนโบราณว่า “ผ่านพ้นลมและฝน เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน”
แนะ ’สหรัฐ-จีน-ยุโรป' ปรับสมดุล
อร์เกียวา กล่าวสรุปหัวใจสำคัญในการดำเนินงานที่ IMF กำลังผลักดันและสื่อสารไปยังประเทศสมาชิกอย่างตรงไปตรงมา ผ่านยุทธศาสตร์ 3 ประการ “สหรัฐอเมริกาต้องออมให้มากขึ้น จีนต้องใช้จ่ายให้มากขึ้น และยุโรปต้องลงทุนให้มากขึ้น”
กอร์เกียวาระบุว่า การเติบโตของภาวะความไม่สมดุลเกินขนาดนี้ ได้สร้างปัญหาทั้งต่อตัวประเทศมหาอำนาจเอง และส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องไปถึงเศรษฐกิจโลกทั้งระบบ
ชานมูกาเรตนัม กล่าวว่า หากสหรัฐไม่เร่งจัดการปัญหาการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ อย่างจริงจังในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่จะฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น และส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบการเงินโลกสัดส่วนมหาศาล ต้องถูกดึงไปใช้เพียงเพื่อ "ชดเชยการบริโภคของภาครัฐ" ในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
โดยเน้นย้ำว่า จีนจำเป็นต้องสร้างสมดุลภายในประเทศระหว่าง "การผลิตและการบริโภค" หากจีนต้องการประสบความสำเร็จและยืนหยัดในฐานะผู้ส่งออกและผู้ผลิตสินค้าหลักของโลกต่อไปอย่างยั่งยืน จีนจะต้องก้าวขึ้นมาเป็น "แหล่งอุปสงค์หลักจากภายในประเทศตนเอง"
กอร์เกียวา กล่าวว่า ยุโรปต้องมุ่งเน้นไปที่ "การลงทุนให้มากขึ้น" เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการเงิน





