วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

โค้งสุดท้ายเตรียมประชุม ‘World Bank - IMF’ นายกฯสั่งโชว์ศักยภาพไทย - ผุดแผนรับน้ำท่วม

นายกฯ สั่งด่วนทุกหน่วยเตรียมความพร้อม World Bank-IMF ปี 2569 ผู้ร่วมงาน 1 หมื่นคน โอกาสทองดึงลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ห้ามซ้ำรอยไฟล์ทดีเลย์ กระเป๋าสัมภาระตกค้าง กางแผนรับมือน้ำท่วม “สีหศักดิ์” ชี้หนุนเศรษฐกิจไทย “อนุทิน” เตรียมบินสิงคโปร์ 7 ต.ค.นี้ ร่วมงาน Forbes Global CEO พบนักธุรกิจทั่วโลกสร้างความเชื่อมั่น “เอกนิติ” ยุทธศาสร์ STI เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ

KEY POINTS

  • นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมเตรียมความพร้อมช่วงโค้งสุดท้าย สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank-IMF ปี 2569 สั่งการทุกหน่วยงานแสดงศักยภาพของประเทศ
  • กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและตรวจคนเข้าเมืองแก่ผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาขัดข้องและสร้างความประทับใจ
  • รัฐบาลได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉุกเฉินระหว่างการประชุม โดยกำหนดมาตรการ 4 ระดับตามความรุนแรงของระดับน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

การจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) วันที่ 11-17 ต.ค.2569 เป็นเวทีระดับโลกที่จะแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงิน และเป็นโอกาสแสดงให้นานาประเทศเห็นพัฒนาการ ความท้าทาย และการเปลี่ยนผ่านของไทย 

รวมทั้งเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยอีกครั้งรอบ 35 ปี โดยจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ และภาคประชาสังคมจาก 190 ประเทศเข้าร่วมกว่า 10,000 คน

รัฐบาลได้ประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 ครั้งที่ 3/2569 ติดตามความพร้อมในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นในอีก 1 สัปดาห์ 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม รวมทั้งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม

นายอนุทิน กล่าวว่า กำชับทุกภาคส่วนบูรณาการความร่วมมือเพื่อรองรับผู้นำระดับโลกและผู้เข้าร่วมประชุมรวม 10,000 คน นอกจากนี้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลระบบการเดินทางเข้าประเทศ ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง และการอำนวยความสะดวกในท่าอากาศยานอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขัดข้องใดๆ หวังสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นแก่กลุ่มนักลงทุนระดับโลก

นายอนุทิน ระบุว่า มีผู้ร่วมประชุมไม่ต่ำกว่า 10,000 คน เป็นผู้รับผิดชอบและตัดสินใจการเงินโดยตรงที่มีทั้งกำลังทุนและการสนับสนุน หลายประเทศตัดสินใจนำเงินลงทุนเข้าไทย

โค้งสุดท้ายเตรียมประชุม ‘World Bank - IMF’  นายกฯสั่งโชว์ศักยภาพไทย - ผุดแผนรับน้ำท่วม

  • สั่งห้ามมีปัญหาเลื่อนสายการบิน-กระเป๋า

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ติดตามและแก้ปัญหาประเด็นเร่งด่วน โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกขั้นตอนการตรวจลงตรา (วีซ่า) และระบบตรวจคนเข้าเมือง 

พร้อมเน้นย้ำไปยังบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.และสายการบินเตรียมความพร้อม โดยจัดให้มีช่องทางพิเศษ สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน โดยต้องไม่เกิดปัญหาขัดข้องเช่นเดียวกับสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าการลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ปัญหาระบบเช็กอิน หรือการยกเลิกเที่ยวบิน เนื่องจากผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากต้องใช้บริการสายการบินภายในประเทศ

“การประชุมดังกล่าวมีผู้นำทางด้านการเงินโลกมาร่วมกว่า 191 ประเทศ​ รวมถึงมีผู้นำระดับประเทศเข้าร่วม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารของ แต่ละประเทศ ตลอดจนสถาบันการลงทุนต่างๆ ก็เข้ามาร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว 

มั่นใจเศรษฐกิจ Q3 ฟื้น เล็งกระตุ้นปลายปี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีมีอยู่ตลอด ซึ่งตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจทั้งหลายเป็นไปทิศทางดี​นับตั้งแต่มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น การจัดอันดับความน่าเชื่อถือไทยของ 3 สถาบันหลัก คือ Moody's, S&P Global Ratings และ Fitch Ratings ที่ทั้งโลกให้การเชื่อถือ เป็นที่จัดอันดับให้ไทยอยู่กลุ่มประเทศมีเสถียรภาพและมีมุมมองเชิงบวก​ 

รวมทั้งมูลค่าการส่งออกไตรมาส​ 3 มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ต้องรอสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สรุปตัวเลขใน 2-3 สัปดาห์ ในทุกตัวชี้วัด​ ขณะที่สินค้าเกษตรส่งออกมากขึ้น​ และเชื่อว่า GDP จะเพิ่มขึ้น

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ GDP เป็นไปตามเป้า นายอนุทิน​ กล่าวว่า อิงตามความจำเป็นของสถานการณ์ ซึ่งรัฐบาลพร้อมดำเนินการ

  • “สีหศักดิ์”  ชี้ส่งผลดีกับเศรษฐกิจประเทศไทย

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุม IMF-World Bank 2026 จะมีผู้นำและบุคคลสำคัญทั่วโลกเกือบ 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารทั่วโลกมาเข้าร่วมประชุม ซึ่งจะส่งพอดีต่อไทยและเศรษฐกิจไทย

รวมทั้งวันที่ 7 ต.ค.2569 นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปสิงคโปร์ ซึ่งจะมีการพูดคุยกับนักธุรกิจ ในเวที Forbes Global CEO ซึ่งจะมีซีอีโอจากทั่วโลก 400 คน

โค้งสุดท้ายเตรียมประชุม ‘World Bank - IMF’  นายกฯสั่งโชว์ศักยภาพไทย - ผุดแผนรับน้ำท่วม

  • รัฐเตรียมแผนรับน้ำท่วมฉุกเฉินรับประชุม

รายงานจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ที่ประชุมหารือระบบบัญชาการและการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินสำหรับการเตรียมความพร้อมในการจัดประชุม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีการแบ่งระดับการบริหารจัดการและการตัดสินใจออกเป็น 3 ระดับหลัก คือ 

ระดับที่ 1 ศูนย์ CCOC (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (Single Command and Control Operation Center) เพื่อเผชิญเหตุและแก้ไขปัญหาฉุกเฉินทั้งในและนอกพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ร่วมประชุม โดยมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) หรือผู้แทน ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์

 และมีนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะผู้แทนเจ้าภาพและรองประธานคณะอนุกรรมการฯ ร่วมบริหารจัดการเหตุการณ์กับหน่วยปฏิบัติการต่างๆ

ระดับที่ 2 คือ MSCMT (Meetings Secretariat Crisis Management Team) เป็นคณะทำงานที่คอยตัดสินใจในเรื่องที่กระทบต่อกำหนดการและระบบโลจิสติกส์ของการประชุม รวมถึงคอยกลั่นกรองเรื่องสำคัญเพื่อเสนอต่อผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วยเลขาธิการการประชุม World Bank และ IMF พร้อมด้วยผู้แทนจากประเทศเจ้าภาพ 

ระดับที่ 3 คือ Top Management ซึ่งเป็นระดับผู้บริหารสูงสุดที่จะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องใหญ่ เช่น การตัดสินใจยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชุมอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย ประธานธนาคารโลก (World Bank Group President) กรรมการผู้จัดการ IMF รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

  • เตรียมฉากทัศน์ 4 ระดับ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยกตัวอย่างกรณีศึกษาสถานการณ์จำลองน้ำท่วมกรุงเทพฯ เพื่อกำหนดตัวชี้วัดระดับน้ำ (Water threshold) สำหรับยกระดับการตัดสินใจตามความรุนแรงของสถานการณ์ ดังนี้

1.กรณีระดับน้ำอยู่ที่ 15 เซนติเมตร ซึ่งมีน้ำท่วมขังบนถนน อำนาจการตัดสินใจจะอยู่ที่ศูนย์ CCOC โดยผู้อำนวยการเขตตั้ง กทม.จะเร่งระบายน้ำและเคลียร์ถนน พร้อมตรวจสอบกล้อง CCTV และระบบติดตามขบวนรถ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ขบวนรถกว่า 400 คัน 

2.กรณีระดับน้ำสูงถึง 25 เซนติเมตร จนไม่มีเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า อำนาจการตัดสินใจจะยังคงอยู่ที่ CCOC โดยผู้อำนวยการ สศค. จะสั่งการให้เปลี่ยนขบวนรถจากรถ BMW ไฟฟ้า เป็นรถบัสทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยด้านการจราจร

3.กรณีระดับน้ำสูงถึง 50 เซนติเมตร จนการจราจรเป็นไปด้วยความลำบาก อำนาจการตัดสินใจจะถูกยกระดับไปยัง MSCMT ซึ่งจะมีมติให้เปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากการใช้ขบวนรถยนต์ไปเป็นการใช้ระบบขนส่งมวลชน (BTS/MRT) แทน โดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมใช้ทางเชื่อม MRT เข้าสู่ศูนย์การประชุมฯ 

4.กรณีขั้นวิกฤติที่สุดคือระดับน้ำ 3 เมตร ซึ่งน้ำทะลักเข้าศูนย์ประชุมชั้น G อำนาจการตัดสินใจจะอยู่ที่ระดับ Top Management โดยทีม MSCMT จะมีมติเสนอให้ยกเลิกการประชุมเพื่อความปลอดภัย และปลัดกระทรวงการคลังจะรายงานต่อ Top Management เพื่อหารือร่วมกับประธานธนาคารโลกและกรรมการผู้จัดการ IMF นำไปสู่การตัดสินใจร่วม เพื่อยุติการประชุมในที่สุด

  • “เอกนิติ” ยุทธศาสร์ STI เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานเสวนาครบรอบ 30 ปี ไทยโพสต์ หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” ว่า ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่แปรปรวน เศรษฐกิจแตกขั้วและไร้กฎระเบียบกติกา ไทยต้องดำเนินนโยบายด้วยยุทธศาสตร์ “สติ” (STI) เป็นหัวใจสำคัญสร้างรากฐานมั่นคงและสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ 3 เสาหลัก ได้แก่

1.รักษาเสถียรภาพวันนี้ (S: Stabilize Today) โดยไทยต้องเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่สะสมมาในอดีต เช่น ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากสัดส่วนการลงทุนที่ค่อนข้างต่ำตั้งแต่หลังเกิดวิกฤตปี 2540 แต่ทั้งหมดต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการเงินการคลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงเหมือนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่บอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้นจากความไม่มั่นใจของนักลงทุน

โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐ หรือญี่ปุ่น ไทยยังถือว่ารักษาวินัยทางการคลังได้ดี สะท้อนผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับมุมมองของไทยจากเชิงลบเป็น “มีเสถียรภาพ”

นอกจากนี้ ต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม SME ผ่านการดำเนินนโยบายร่วมกับ ธปท. ในโครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” และช่วยเสริมสภาพคล่องแก่ SME เพื่อดูแลฐานรากของเศรษฐกิจ

2.เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ (T: Transition Now) โดยไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพลังงานโดยทันที เนื่องจากในปัจจุบันไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงถึงเกือบ 10% ของ GDP

ฉะนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศจนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกเสียหาย ส่งผลให้น้ำมันราคาสูงขึ้น และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในไตรมาสที่ 2 ขาดดุลสูงถึง 6 แสนล้านบาท

ในการนี้รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และปรับปรุงระบบสายส่ง ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้นอกจากจะช่วยลดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันแพงและลดการนำเข้าพลังงานแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้ามาเป็นผู้ขายไฟฟ้า เป็นการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในเวลาเดียวกัน

3.ลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้ (I: Invest for Tomorrow) เมื่อรักษาสภาพและปรับเปลี่ยนโครงสร้างแล้วไทยต้องเร่งลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ รวมถึงการลงทุนในคนหรือแรงงานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ผ่านการอัปสกิล และรีสกิล

ส่วนกติกาใหม่ของ BOI ได้หันมาเน้นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจริงผ่าน โครงการ Thailand Fast Pass และโครงการ Skill Bridge โดยบังคับให้ผู้ลงทุนต่างชาติต้องมีการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเข้ากับเอสเอ็มอีไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้มหาวิทยาลัยไทย เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเอไอ และเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยเป็นฐานการผลิต